วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554
สงกรานต์นี้ขอให้ทุกคนมีความสุขและปลอดภัยนะครับ
สงกรานต์นี้นับเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่ไม่มีการชุมนุมทางการเมืองขนานใหญ่ สถานการณ์คงไปแรงเอาหลังยุบสภา (ถ้าหากมี) ดังนั้นปีนี้ขอให้ทุกคนเที่ยวอย่างมีความสุขนะครับ ระมัดระวังตัวด้วย ความปลอดภัยของตนเองและคนที่รักเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ
วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2554
ติดตามผมทางเฟซบุ๊คด้วยนะครับ
ความจริงผมมี facebook ตั้งสองสามปีแล้ว แต่ไม่ค่อยได้อัพ
แต่จะพยายามเข้ามากขึ้น ลิงก์ข่าวบทความในเฟซบุ๊คมากขึ้น
เพื่อน ๆ ที่อยาก add เป็นเพื่อนก็เชิญนะครับ
ขอบคุณครับ
แต่จะพยายามเข้ามากขึ้น ลิงก์ข่าวบทความในเฟซบุ๊คมากขึ้น
เพื่อน ๆ ที่อยาก add เป็นเพื่อนก็เชิญนะครับ
ขอบคุณครับ
วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2554
ปัญหาพระวิหาร เพราะมีวันนั้นจึงมีวันนี้
พันธมิตรออกมาเดินขบวนแล้ว แตกหักกับประชาธิปัตย์ด้วยประเด็นอธิปไตยเหนือพื้นที่ทับซ้อน รวมทั้งเขาพระวิหารด้วย
บทความชิ้นนี้เขียนเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว ลงในคมชัดลึก นี่เป็นปมที่ประชาธิปัตย์และพันธมิตรแก้ไม่ตกมาจนทุกวันนี้
----------------------
กลายเป็นเรื่องพูดไม่ออกจัดการไม่ได้สำหรับการแก้ปัญหาการรุกคืบเจ้ายึดพื้นที่ไทยอย่างถาวรของฝ่ายเขมร โดยอาศัยความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารเป็นทัพหน้า เพราะเราพลาดตั้งแต่ทำเอ็มโอยูเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วมาพลาดซ้ำด้วยด้วยการนำปัญหานี้มาเล่นการเมืองอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โวหารที่เกิดขึ้นช่วยอะไรไม่ได้ ทางออกต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะตีบตันรอการเขี่ยบอลจากเขมรแล้วคอยโต้ ทางแก้คือต้องให้เขมรตกหลุมเราอีกครั้ง แต่จะทำได้เช่นนั้นจริงหรือในเมื่อเขมรเขาตื่นแล้ว
การทำบันทึกข้อตกลงกับกัมพูชาเมื่อปี 2543 อาจมีเจตนาดีในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทั้งระบบ แต่ก็ทำให้เขมรที่หนุนโดยฮุนเซ็นตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนบนเขาโดยถาวร ไล่ก็ไม่ไปเพราะพวกนี้ตั้งใจจะมาแทนที่เขมรแดงอยู่แล้ว ที่น่าวิตกที่สุดคือการรับรองแผนที่ฝรั่งเศสในเอ็มโอยูในครั้งนั้นจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำในทุกการต่อรองต่อไป ประเด็นข้อตกลงนี้ฝ่ายเสื้อเหลืองไม่เปิดปากสักแอะในช่วงไล่รัฐบาลทักษิณ แต่ในวันที่ประชาธิปัตย์และการเมืองใหม่ต้องวางกำลังเตรียมต่อสู้แย่งชิงมวลชนฐานเสียงเดียวกันในสนามเลือกตั้งที่อาจมีได้ทุกเมื่อนั้น แผลนี้ถูกนำมาเล่นอย่างหนัก
กัมพูชามีแผนขึ้นทะเบียนปราสาทเดี่ยว ๆ อยู่นานแล้ว จึงยืนกรานไม่ให้ไทยเอี่ยว แต่หากเมื่อปี 2551เรายอมให้เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกในส่วนตัวปราสาทกับพื้นที่อีกนิดหน่อยซึ่งรัฐบาลสฤษดิ์ยอมรับเมื่อปี 2505 ซะ ปัญหาอาจเบาบางลง เพราะเขมรจะเสียความชอบธรรมในตัวพื้นที่ทับซ้อน แต่นี่เราดันเล่นการเมืองทะเลาะกันจนเขมรขึ้นทะเบียนในตอนแรกไม่ได้ เลยฉุกใจไปเปลี่ยนแผนการรวมทั้งแผนที่ซะใหม่ แล้วเขาก็ได้เป็นมรดกโลกไปโดยเราขวางไม่สำเร็จ หนำซ้ำยังกินพื้นที่ทับซ้อนจนปวดหัวมาจนทุกวันนี้
รัฐบาลเสียโอกาสที่จะจัดการกับเขมรช่วงตัดถนนขึ้นเขา เพราะต้นปี 2552 มัวแต่อ่อนให้เขมร เลิกพูดแล้วว่าตัวปราสาทเป็นของเรา ทั้งยังส่งวัตถุโบราณคืนเขาอีก แต่เขมรฮึดเสียแล้ว รุกสร้างบ้านเรือน ถนนหนทางมากขึ้นอย่างน่าตกใจ รัฐบาลมาเริ่มตีหน้าเสือใส่เขมรหลังจากที่ฮุนเซ็นแต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษานี่เอง ซึ่งนั่นไม่ทันแล้ว การประท้วงโวยวายต่าง ๆ เป็นไปแค่ในเชิงโวหารหรือในหน้ากระดาษ ส่วนของจริงในพื้นที่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขมรเอาอาวุธหนักเข้ามาประชิดปราสาทไปหมด แต่นี่ก็เป็นเหตุผลข้อเท็จจริงที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่อนุมัติแผนดูแลมรดกโลกของรัฐบาลพนมเปญ เพราะหากรับบรรยากาศแบบนี้ได้ อีกหน่อยหมู่บ้านปันมุนจอมของเกาหลีก็คงเป็นมรดกโลกได้เหมือนกัน
แนวทางแก้ไขของฝ่ายไทยคือทำให้กลับไปสู่สถานะเดิมที่ไทยได้เปรียบ เช่นปักปันเขตแดนก่อน ซึ่งต้องเรื้อรังแน่ ว่าแต่เขมรจะยอมตามและไทยจะได้พื้นที่ทับซ้อนหรือเปล่าก็ยังตอบไม่ได้
บทความชิ้นนี้เขียนเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว ลงในคมชัดลึก นี่เป็นปมที่ประชาธิปัตย์และพันธมิตรแก้ไม่ตกมาจนทุกวันนี้
----------------------
กลายเป็นเรื่องพูดไม่ออกจัดการไม่ได้สำหรับการแก้ปัญหาการรุกคืบเจ้ายึดพื้นที่ไทยอย่างถาวรของฝ่ายเขมร โดยอาศัยความเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารเป็นทัพหน้า เพราะเราพลาดตั้งแต่ทำเอ็มโอยูเมื่อ 10 ปีก่อน แล้วมาพลาดซ้ำด้วยด้วยการนำปัญหานี้มาเล่นการเมืองอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โวหารที่เกิดขึ้นช่วยอะไรไม่ได้ ทางออกต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะตีบตันรอการเขี่ยบอลจากเขมรแล้วคอยโต้ ทางแก้คือต้องให้เขมรตกหลุมเราอีกครั้ง แต่จะทำได้เช่นนั้นจริงหรือในเมื่อเขมรเขาตื่นแล้ว
การทำบันทึกข้อตกลงกับกัมพูชาเมื่อปี 2543 อาจมีเจตนาดีในการแก้ไขปัญหาเขตแดนทั้งระบบ แต่ก็ทำให้เขมรที่หนุนโดยฮุนเซ็นตั้งมั่นอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนบนเขาโดยถาวร ไล่ก็ไม่ไปเพราะพวกนี้ตั้งใจจะมาแทนที่เขมรแดงอยู่แล้ว ที่น่าวิตกที่สุดคือการรับรองแผนที่ฝรั่งเศสในเอ็มโอยูในครั้งนั้นจะทำให้เราเพลี่ยงพล้ำในทุกการต่อรองต่อไป ประเด็นข้อตกลงนี้ฝ่ายเสื้อเหลืองไม่เปิดปากสักแอะในช่วงไล่รัฐบาลทักษิณ แต่ในวันที่ประชาธิปัตย์และการเมืองใหม่ต้องวางกำลังเตรียมต่อสู้แย่งชิงมวลชนฐานเสียงเดียวกันในสนามเลือกตั้งที่อาจมีได้ทุกเมื่อนั้น แผลนี้ถูกนำมาเล่นอย่างหนัก
กัมพูชามีแผนขึ้นทะเบียนปราสาทเดี่ยว ๆ อยู่นานแล้ว จึงยืนกรานไม่ให้ไทยเอี่ยว แต่หากเมื่อปี 2551เรายอมให้เขมรขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลกในส่วนตัวปราสาทกับพื้นที่อีกนิดหน่อยซึ่งรัฐบาลสฤษดิ์ยอมรับเมื่อปี 2505 ซะ ปัญหาอาจเบาบางลง เพราะเขมรจะเสียความชอบธรรมในตัวพื้นที่ทับซ้อน แต่นี่เราดันเล่นการเมืองทะเลาะกันจนเขมรขึ้นทะเบียนในตอนแรกไม่ได้ เลยฉุกใจไปเปลี่ยนแผนการรวมทั้งแผนที่ซะใหม่ แล้วเขาก็ได้เป็นมรดกโลกไปโดยเราขวางไม่สำเร็จ หนำซ้ำยังกินพื้นที่ทับซ้อนจนปวดหัวมาจนทุกวันนี้
รัฐบาลเสียโอกาสที่จะจัดการกับเขมรช่วงตัดถนนขึ้นเขา เพราะต้นปี 2552 มัวแต่อ่อนให้เขมร เลิกพูดแล้วว่าตัวปราสาทเป็นของเรา ทั้งยังส่งวัตถุโบราณคืนเขาอีก แต่เขมรฮึดเสียแล้ว รุกสร้างบ้านเรือน ถนนหนทางมากขึ้นอย่างน่าตกใจ รัฐบาลมาเริ่มตีหน้าเสือใส่เขมรหลังจากที่ฮุนเซ็นแต่งตั้งทักษิณเป็นที่ปรึกษานี่เอง ซึ่งนั่นไม่ทันแล้ว การประท้วงโวยวายต่าง ๆ เป็นไปแค่ในเชิงโวหารหรือในหน้ากระดาษ ส่วนของจริงในพื้นที่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขมรเอาอาวุธหนักเข้ามาประชิดปราสาทไปหมด แต่นี่ก็เป็นเหตุผลข้อเท็จจริงที่ทำให้คณะกรรมการมรดกโลกไม่อนุมัติแผนดูแลมรดกโลกของรัฐบาลพนมเปญ เพราะหากรับบรรยากาศแบบนี้ได้ อีกหน่อยหมู่บ้านปันมุนจอมของเกาหลีก็คงเป็นมรดกโลกได้เหมือนกัน
แนวทางแก้ไขของฝ่ายไทยคือทำให้กลับไปสู่สถานะเดิมที่ไทยได้เปรียบ เช่นปักปันเขตแดนก่อน ซึ่งต้องเรื้อรังแน่ ว่าแต่เขมรจะยอมตามและไทยจะได้พื้นที่ทับซ้อนหรือเปล่าก็ยังตอบไม่ได้
วันจันทร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2554
พันธมิตรอัสดง
ประเดิมปีใหม่ 2554 ด้วยประเด็นล่อเป้าแบบเรื่องของพันธมิตร ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ 16 ธันวาคม ปีก่อน ดังนี้ครับ
----------------------
การกรีธาทัพครั้งล่าสุดหน้ารัฐสภาของอดีตทัพเสื้อเหลืองผู้เกรียงไกรเมื่อสองปีก่อนนั้นเรียกคนได้แค่ห้าร้อยคนทั้งที่อ้างประเด็นที่ใช้หากินเสมอมานั่นคือ เพื่อต่อต้านการขายชาติของคนบางกลุ่ม แต่คราวนี้ไม่ได้ผล และคงยากจะได้ผลในวันที่ 25 มกราคมศกหน้า ที่พวกเขานัดชุมนุมใหญ่กันอีกครั้งด้วย ความถดถอยของพวกเขาเกิดจากตนเองและจากอดีตมหามิตรอย่างประชาธิปัตย์ โอกาสฟื้นของพวกเขานั้นพอมี แต่ต้องอยู่ในรูปลักษณ์อื่นและภายใต้แกนนำใหม่ ส่วนองคาพยพของพวกเขานั้นยังมีลมหายใจได้อีกระยะหนึ่ง เหมือนเช่น กลุ่มอภิรักษ์จักรีในอดีตที่ก็อยู่ได้นานหลายปีเหมือนกัน
นับตั้งแต่จุดเริ่มก่อรูปปลายปี 2548 จนแข็งแกร่งที่สุดในปี 2552 เครือข่ายสนธิ-สันติอโศก-NGO ค่อยๆ ลดบทบาทลงตามความนิยมในตัวพวกเขา แทบจะทันทีที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แม้ว่าในชั้นต้นมวลชนของพันธมิตรจะแยกไม่ค่อยออกจากประชาธิปัตย์ อีกทั้งภารกิจของพวกเขาก็ยังไม่เสร็จสิ้น สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังมีอิทธิพลในภาคใต้ เครือข่ายเนวิน ชิดชอบ ยังคงอยู่ในรัฐบาล หนำซ้ำ เสื้อแดงพันธุ์แดงทั้งแผ่นดินก็แรงขึ้นมา นั้น ฝ่ายพันธมิตรกลับถดถอยลงทุกวัน แม้แต่อัตลักษณ์เสื้อเหลืองยังสูญเสียไปเป็นสีตองอ่อน ยิ่งมาวันนี้ ต้องรบแย่งชิงมวลชนคนชั้นกลางกับประชาธิปัตย์ สาระที่เอามาเล่นงานรัฐบาลก็ยังมีเนื้อหาไม่ต่างจากเสื้อแดงเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น MOU 43 หรือการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนานไป อาการโจมตีจึงไม่เต็มปากเต็มเสียงนัก
ปัจจัยหนึ่งของการคลายศรัทธาในพันธมิตรของมวลชนที่เคยเชิดชูจำนวนมาก ก็คือ สภาวะแวดล้อมของฟากคนเสื้อเหลืองวันนี้ไม่มีที่ยืนให้กับสุดโต่ง แม้ว่าชาวเสื้อเหลืองหลายเผ่าพวกจะกอดคอกันล้มรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย แต่เมื่อพวกเขาได้อำนาจรัฐก็ย่อมต้องยึดเพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสครองอำนาจยาวนานสูงสุด ประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกนั้นมาตั้งแต่ตอนเลือกตั้งแล้ว ผู้สนับสนุนเสื้อเหลืองล้วนใช้ "หลักการออมกำลัง" ด้วยการทุ่มพลังส่วนใหญ่ให้ประชาธิปัตย์ไปสู่ชัยชนะและรักษาบัลลังก์ จนยากจะมี "ทรัพยากร" เหลือให้เหลืองกลุ่มอื่น ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่นาน ก็ยิ่งสะสมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อต่อกรกับฝั่งเสื้อแดง พันธมิตรยิ่งได้น้อยลง และมีประโยชน์น้อยลงด้วย ผู้หนุนหลังเสื้อเหลืองไม่จำเป็นต้องใช้พันธมิตรรบกับเสื้อแดง เพราะมีกองทัพและอำนาจรัฐอยู่ในมือให้ใช้
การที่จู่ๆ ฟากเสื้อเหลืองได้ครองอำนาจรัฐแล้วพลิกกลยุทธ์จากการใช้พันธมิตรเป็นส่วนเข้าตีหน้าด้วยพลังแรง เป็นการพร่ำใช้แนวทางปรองดองเพื่อนำคนเสื้อแดงมาสู่การสมานฉันท์นั้นมีส่วนทำให้แนวทางของพันธมิตรล้าสมัยไปทันที คนเสื้อเหลืองที่เคยเห็นดีเห็นงามกับพันธมิตรสมัยยึดทำเนียบหรือปิดสนามบินก็กลับถอยห่าง อ้างว่าตนเองเป็นคนรักสงบ ไม่เอากระแสสุดโต่งไม่ว่าพันธมิตรหรือเสื้อแดง การเร่งส่งเสริมแนวทางนี้ของประชาธิปัตย์ ทำให้สามารถแยกมวลชนของตนออกจากพันธมิตรเป็นเนื้อเป็นหนัง ส่งผลดีในการสกัดคู่แข่งที่เป็นเหลืองเหมือนกันในภาคใต้ ทั้งยังรักษาภาพลักษณ์ "ใสสะอาดแบบชนชั้นกลางในเมือง" ให้อยู่กับพรรคและมวลชนของพรรคเอาไว้ได้
งานนี้พันธมิตรได้แต่อึ้ง พรรคพวกที่เคยขึ้นเวทีก็ถอยห่าง ทั้งที่ในยุครุ่งเรืองก็มีคนชั้นนำของสังคมเข้าร่วมมากมาย วันนี้คนเหล่านั้นไม่อยากจะพูดถึงวิถีทางยูโทเปียแบบ 70/30 อีกแล้ว ไม่อยากจำการปราศรัยบนเวทีของตนเองแบบพูดคำด่าคำ บางคนพอเปลี่ยนสถานะก็หันมาต่อต้านแนวคิดพันธมิตรเสียเลยก็มี เมื่อขาดคนชั้นครีมของสังคม พลังที่กลุ่มเคยมีก็หมดลง สายใยที่เกาะเกี่ยวอยู่บ้างนั้นก็พออยู่ได้ หากไม่ปะทะกับผู้นิยมประชาธิปัตย์ซึ่งหน้า กล่าวคือ พันธมิตรยังมีเวทีให้เล่นถ้าเลือกแต่บทโจมตีฝ่ายเสื้อแดง ส่งเสริมสถาบัน หารายได้จากการขายสินค้า หรือแม้แต่เผยแผ่ลัทธิ แต่หากล้ำเข้ามาแข่งขันกับประชาธิปัตย์ เช่น มองต่างมุมประเด็นการเมือง ต่อต้านกระแสทุนนิยมหรือลงเลือกตั้งบางวาระแล้วละก็ ประชาธิปัตย์ไม่มีวันยอมพันธมิตรเลย ยิ่งขัดกันนานไปก็มาถึงวันนี้ วันที่สื่อของพันธมิตรก็อัดประชาธิปัตย์ไม่น้อยไปกว่าอัดทักษิณ
เพื่อการคงอยู่ขององค์กร เท่าที่ผ่านมา พันธมิตรเลือกที่จะเล่นบทยึดหลักการที่ตนเคยกล่าวอ้างบนเวที เช่น การไม่ยอมให้เขมรรุกคืบยึดดินแดน หรือเป็นปรปักษ์กับการเมืองโกงกินไม่ว่าฝ่ายไหน งานนี้นับว่ายึดกุมจิตใจผู้ศรัทธาอย่างแก่กล้าเอาไว้ได้ แต่มีคำถามว่ามวลชนกลุ่มนี้ จะเพิ่มขึ้นจนเป็น somebody ทางสังคมได้เหมือนเมื่อปี 2551 อีกได้ไหม เมื่อดูจากบริบทและจากการดำเนินการของประชาธิปัตย์แล้วก็ตอบว่ายาก ฐานเสียงกลุ่มนี้เพียงพอจะช่วยต่ออายุให้สื่อพันธมิตรได้เท่านั้น
อนาคตของพันธมิตรนั้นไม่ถึงกับเก็บฉากลงในเวลาอันสั้น เพราะยังมีสื่อในมือที่เก่งด้านการตลาดและหารายได้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ศรัทธาพันธมิตร แต่ก็ตามรับรู้สื่อของพันธมิตรที่หากินกับการเป็นปรปักษ์ทักษิณและตลาดสินค้าและบริการ SME ได้อีกนาน แต่ความหวังที่จะมีเสียงแข็งทางการเมืองทั้งในสภาและบนถนนนั้นคงไม่ไกลไปกว่านี้ได้ ยิ่งเรื่องอื่นก็ไม่ต้องกล่าวถึง กระนั้นก็ตามรูปลักษณ์ใหม่และแกนนำใหม่จะเป็นเครื่องสานต่อบางส่วนเสี้ยวของอุดมการณ์แบบพันธมิตรไว้ได้
ถึงสีเหลืองและสีตองอ่อนจะไม่เวิร์ค แต่คนชั้นกลางในเมืองที่ใส่เสื้อหลากสี และที่ปฏิเสธว่าตนไม่ใช่พันธมิตรนี่แหละคือผู้สานต่ออุดมการณ์บางส่วนนั้น พวกเขาอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจการเมืองบริบทใหม่ ที่ถึงแม้จะยังคลุ้งไปด้วยอคติและการลากข้าง แต่ก็ยังเริ่มตั้งคำถามและแสวงคำตอบใหม่ๆ ที่บอกว่าฝ่ายที่ตนเลือกนั้นก็ไม่ใช่เทวดาที่ถูกไปซะทุกเรื่อง หรือฝ่ายที่ตนเหยียดว่าเป็นปรปักษ์นั้นก็ยังมีแง่มุมที่ดีให้เลือกใช้สอยอยู่ คนเหล่านี้จะรับเอาแง่คิดบางส่วนของพันธมิตรมาใช้ เหมือนที่พวกเขาก็เผื่อใจให้กับแนวทางประชานิยมว่าก็จำเป็นหรือมองการเมืองแบบยอมรับ pragmatic นั่นแหละ คนเหล่านี้อาจผลักดันการตรวจสอบนักการเมืองที่เข้มข้น การออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของผู้เสียเปรียบมากขึ้น การอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างทันสมัย หรือแม้แต่การปฏิรูปวงการสงฆ์ อย่าลืมว่าในอดีตนั้นถึงแม้กลุ่มอภิรักษ์จักรีจะไม่ค่อยมีใครเอา แต่ใครก็ว่าพวกเขาไม่ได้ในเรื่องของการจงรักภักดี หรือการมุ่งมั่นเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้
----------------------
การกรีธาทัพครั้งล่าสุดหน้ารัฐสภาของอดีตทัพเสื้อเหลืองผู้เกรียงไกรเมื่อสองปีก่อนนั้นเรียกคนได้แค่ห้าร้อยคนทั้งที่อ้างประเด็นที่ใช้หากินเสมอมานั่นคือ เพื่อต่อต้านการขายชาติของคนบางกลุ่ม แต่คราวนี้ไม่ได้ผล และคงยากจะได้ผลในวันที่ 25 มกราคมศกหน้า ที่พวกเขานัดชุมนุมใหญ่กันอีกครั้งด้วย ความถดถอยของพวกเขาเกิดจากตนเองและจากอดีตมหามิตรอย่างประชาธิปัตย์ โอกาสฟื้นของพวกเขานั้นพอมี แต่ต้องอยู่ในรูปลักษณ์อื่นและภายใต้แกนนำใหม่ ส่วนองคาพยพของพวกเขานั้นยังมีลมหายใจได้อีกระยะหนึ่ง เหมือนเช่น กลุ่มอภิรักษ์จักรีในอดีตที่ก็อยู่ได้นานหลายปีเหมือนกัน
นับตั้งแต่จุดเริ่มก่อรูปปลายปี 2548 จนแข็งแกร่งที่สุดในปี 2552 เครือข่ายสนธิ-สันติอโศก-NGO ค่อยๆ ลดบทบาทลงตามความนิยมในตัวพวกเขา แทบจะทันทีที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล แม้ว่าในชั้นต้นมวลชนของพันธมิตรจะแยกไม่ค่อยออกจากประชาธิปัตย์ อีกทั้งภารกิจของพวกเขาก็ยังไม่เสร็จสิ้น สุเทพ เทือกสุบรรณ ยังมีอิทธิพลในภาคใต้ เครือข่ายเนวิน ชิดชอบ ยังคงอยู่ในรัฐบาล หนำซ้ำ เสื้อแดงพันธุ์แดงทั้งแผ่นดินก็แรงขึ้นมา นั้น ฝ่ายพันธมิตรกลับถดถอยลงทุกวัน แม้แต่อัตลักษณ์เสื้อเหลืองยังสูญเสียไปเป็นสีตองอ่อน ยิ่งมาวันนี้ ต้องรบแย่งชิงมวลชนคนชั้นกลางกับประชาธิปัตย์ สาระที่เอามาเล่นงานรัฐบาลก็ยังมีเนื้อหาไม่ต่างจากเสื้อแดงเสียอีก ไม่ว่าจะเป็น MOU 43 หรือการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนานไป อาการโจมตีจึงไม่เต็มปากเต็มเสียงนัก
ปัจจัยหนึ่งของการคลายศรัทธาในพันธมิตรของมวลชนที่เคยเชิดชูจำนวนมาก ก็คือ สภาวะแวดล้อมของฟากคนเสื้อเหลืองวันนี้ไม่มีที่ยืนให้กับสุดโต่ง แม้ว่าชาวเสื้อเหลืองหลายเผ่าพวกจะกอดคอกันล้มรัฐบาลทักษิณ-สมัคร-สมชาย แต่เมื่อพวกเขาได้อำนาจรัฐก็ย่อมต้องยึดเพียงหนึ่งเดียวที่มีโอกาสครองอำนาจยาวนานสูงสุด ประชาธิปัตย์เป็นตัวเลือกนั้นมาตั้งแต่ตอนเลือกตั้งแล้ว ผู้สนับสนุนเสื้อเหลืองล้วนใช้ "หลักการออมกำลัง" ด้วยการทุ่มพลังส่วนใหญ่ให้ประชาธิปัตย์ไปสู่ชัยชนะและรักษาบัลลังก์ จนยากจะมี "ทรัพยากร" เหลือให้เหลืองกลุ่มอื่น ยิ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์อยู่นาน ก็ยิ่งสะสมทรัพยากรทั้งหมดเพื่อต่อกรกับฝั่งเสื้อแดง พันธมิตรยิ่งได้น้อยลง และมีประโยชน์น้อยลงด้วย ผู้หนุนหลังเสื้อเหลืองไม่จำเป็นต้องใช้พันธมิตรรบกับเสื้อแดง เพราะมีกองทัพและอำนาจรัฐอยู่ในมือให้ใช้
การที่จู่ๆ ฟากเสื้อเหลืองได้ครองอำนาจรัฐแล้วพลิกกลยุทธ์จากการใช้พันธมิตรเป็นส่วนเข้าตีหน้าด้วยพลังแรง เป็นการพร่ำใช้แนวทางปรองดองเพื่อนำคนเสื้อแดงมาสู่การสมานฉันท์นั้นมีส่วนทำให้แนวทางของพันธมิตรล้าสมัยไปทันที คนเสื้อเหลืองที่เคยเห็นดีเห็นงามกับพันธมิตรสมัยยึดทำเนียบหรือปิดสนามบินก็กลับถอยห่าง อ้างว่าตนเองเป็นคนรักสงบ ไม่เอากระแสสุดโต่งไม่ว่าพันธมิตรหรือเสื้อแดง การเร่งส่งเสริมแนวทางนี้ของประชาธิปัตย์ ทำให้สามารถแยกมวลชนของตนออกจากพันธมิตรเป็นเนื้อเป็นหนัง ส่งผลดีในการสกัดคู่แข่งที่เป็นเหลืองเหมือนกันในภาคใต้ ทั้งยังรักษาภาพลักษณ์ "ใสสะอาดแบบชนชั้นกลางในเมือง" ให้อยู่กับพรรคและมวลชนของพรรคเอาไว้ได้
งานนี้พันธมิตรได้แต่อึ้ง พรรคพวกที่เคยขึ้นเวทีก็ถอยห่าง ทั้งที่ในยุครุ่งเรืองก็มีคนชั้นนำของสังคมเข้าร่วมมากมาย วันนี้คนเหล่านั้นไม่อยากจะพูดถึงวิถีทางยูโทเปียแบบ 70/30 อีกแล้ว ไม่อยากจำการปราศรัยบนเวทีของตนเองแบบพูดคำด่าคำ บางคนพอเปลี่ยนสถานะก็หันมาต่อต้านแนวคิดพันธมิตรเสียเลยก็มี เมื่อขาดคนชั้นครีมของสังคม พลังที่กลุ่มเคยมีก็หมดลง สายใยที่เกาะเกี่ยวอยู่บ้างนั้นก็พออยู่ได้ หากไม่ปะทะกับผู้นิยมประชาธิปัตย์ซึ่งหน้า กล่าวคือ พันธมิตรยังมีเวทีให้เล่นถ้าเลือกแต่บทโจมตีฝ่ายเสื้อแดง ส่งเสริมสถาบัน หารายได้จากการขายสินค้า หรือแม้แต่เผยแผ่ลัทธิ แต่หากล้ำเข้ามาแข่งขันกับประชาธิปัตย์ เช่น มองต่างมุมประเด็นการเมือง ต่อต้านกระแสทุนนิยมหรือลงเลือกตั้งบางวาระแล้วละก็ ประชาธิปัตย์ไม่มีวันยอมพันธมิตรเลย ยิ่งขัดกันนานไปก็มาถึงวันนี้ วันที่สื่อของพันธมิตรก็อัดประชาธิปัตย์ไม่น้อยไปกว่าอัดทักษิณ
เพื่อการคงอยู่ขององค์กร เท่าที่ผ่านมา พันธมิตรเลือกที่จะเล่นบทยึดหลักการที่ตนเคยกล่าวอ้างบนเวที เช่น การไม่ยอมให้เขมรรุกคืบยึดดินแดน หรือเป็นปรปักษ์กับการเมืองโกงกินไม่ว่าฝ่ายไหน งานนี้นับว่ายึดกุมจิตใจผู้ศรัทธาอย่างแก่กล้าเอาไว้ได้ แต่มีคำถามว่ามวลชนกลุ่มนี้ จะเพิ่มขึ้นจนเป็น somebody ทางสังคมได้เหมือนเมื่อปี 2551 อีกได้ไหม เมื่อดูจากบริบทและจากการดำเนินการของประชาธิปัตย์แล้วก็ตอบว่ายาก ฐานเสียงกลุ่มนี้เพียงพอจะช่วยต่ออายุให้สื่อพันธมิตรได้เท่านั้น
อนาคตของพันธมิตรนั้นไม่ถึงกับเก็บฉากลงในเวลาอันสั้น เพราะยังมีสื่อในมือที่เก่งด้านการตลาดและหารายได้ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะไม่ศรัทธาพันธมิตร แต่ก็ตามรับรู้สื่อของพันธมิตรที่หากินกับการเป็นปรปักษ์ทักษิณและตลาดสินค้าและบริการ SME ได้อีกนาน แต่ความหวังที่จะมีเสียงแข็งทางการเมืองทั้งในสภาและบนถนนนั้นคงไม่ไกลไปกว่านี้ได้ ยิ่งเรื่องอื่นก็ไม่ต้องกล่าวถึง กระนั้นก็ตามรูปลักษณ์ใหม่และแกนนำใหม่จะเป็นเครื่องสานต่อบางส่วนเสี้ยวของอุดมการณ์แบบพันธมิตรไว้ได้
ถึงสีเหลืองและสีตองอ่อนจะไม่เวิร์ค แต่คนชั้นกลางในเมืองที่ใส่เสื้อหลากสี และที่ปฏิเสธว่าตนไม่ใช่พันธมิตรนี่แหละคือผู้สานต่ออุดมการณ์บางส่วนนั้น พวกเขาอยู่ระหว่างการทำความเข้าใจการเมืองบริบทใหม่ ที่ถึงแม้จะยังคลุ้งไปด้วยอคติและการลากข้าง แต่ก็ยังเริ่มตั้งคำถามและแสวงคำตอบใหม่ๆ ที่บอกว่าฝ่ายที่ตนเลือกนั้นก็ไม่ใช่เทวดาที่ถูกไปซะทุกเรื่อง หรือฝ่ายที่ตนเหยียดว่าเป็นปรปักษ์นั้นก็ยังมีแง่มุมที่ดีให้เลือกใช้สอยอยู่ คนเหล่านี้จะรับเอาแง่คิดบางส่วนของพันธมิตรมาใช้ เหมือนที่พวกเขาก็เผื่อใจให้กับแนวทางประชานิยมว่าก็จำเป็นหรือมองการเมืองแบบยอมรับ pragmatic นั่นแหละ คนเหล่านี้อาจผลักดันการตรวจสอบนักการเมืองที่เข้มข้น การออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของผู้เสียเปรียบมากขึ้น การอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างทันสมัย หรือแม้แต่การปฏิรูปวงการสงฆ์ อย่าลืมว่าในอดีตนั้นถึงแม้กลุ่มอภิรักษ์จักรีจะไม่ค่อยมีใครเอา แต่ใครก็ว่าพวกเขาไม่ได้ในเรื่องของการจงรักภักดี หรือการมุ่งมั่นเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้
วันเสาร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553
สวัสดีปีใหม่ 2554 ครับทุกท่าน
ตอนนี้ผมกำลังเดินทางไปอินเดีย ไปดูสถานการณ์ความขัดแย้งในแคว้นแคชเมียร์ กลับมาอีกทีหลังปีใหม่ครับ
ที่หายจากบล็อกไปนาน เนื่องจากภารกิจในงานเยอะมาก นี่ก็พึ่งกลับมาจากจาการ์ตา/อินโดนีเซีย
ที่สำคัญคือน้องชายผมนอนอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือน จนบัดนี้ยังไม่หายดี ต้องผ่าตัดสมอง สแกนสันหลัง เพราะมันรั่ว เขาว่าเป็นรายแรกของเมืองไทย
ก็ได้แต่หวังว่ากลับมาปี 2544 จะมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังเยอะขึ้นครับ เขียนบล็อกให้ถี่ขึ้น
สุขสันต์วันคริสต์มาส และปีใหม่นะครับ
บ๊ายบาย
ที่หายจากบล็อกไปนาน เนื่องจากภารกิจในงานเยอะมาก นี่ก็พึ่งกลับมาจากจาการ์ตา/อินโดนีเซีย
ที่สำคัญคือน้องชายผมนอนอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเดือน จนบัดนี้ยังไม่หายดี ต้องผ่าตัดสมอง สแกนสันหลัง เพราะมันรั่ว เขาว่าเป็นรายแรกของเมืองไทย
ก็ได้แต่หวังว่ากลับมาปี 2544 จะมีเรื่องราวมาเล่าให้ฟังเยอะขึ้นครับ เขียนบล็อกให้ถี่ขึ้น
สุขสันต์วันคริสต์มาส และปีใหม่นะครับ
บ๊ายบาย
วันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2553
ยุทธศาสตร์ชาติและยุทธศาสตร์ทหาร
“ยากที่สุด คือยุทธศาสตร์” คำกล่าวนี้ไม่เกินเลยความจริงแต่อย่างใด เพราะยุทธศาสตร์คือเครื่องบอกทางของทุกสิ่งที่บุคคลหรือองค์กรจะเดินไปจนบรรลุความสำเร็จ ปัจจุบันการศึกษาและรังสรรค์ยุทธศาสตร์หรือกลยุทธเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้บริหารระดับสูงและองค์กรต่าง ๆ แต่น่าเสียดายที่ประเทศไทยยังไม่มียุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นทางการ สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดคือในช่วงเวลานี้ของทุกปีนักศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจะเสนอยุทธศาสตร์ชาติในแนวคิดของพวกเขาให้นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงของชาติและกองทัพทราบ สิ่งที่บรรดาคนระดับครีมของประเทศชาติเสนอนี้ไม่ได้ผูกมัดให้ฝ่ายบริหารบ้านเมืองต้องนำไปเป็นกรอบในการคิดการวางนโยบาย แต่อย่างน้อยก็เป็นเครื่องตรวจสอบได้ว่าผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนแนวทางที่ถูกที่ควรซึ่งนักคิดกลั่นออกมานั้นจะสอดคล้องกับนโยบายของผู้มีอำนาจตัดสินใจในรัฐบาลและองค์กรว่าจะเป็นไปได้เพียงไร
วันที่ 7 ก.ย.53 นักศีกษา วปอ.ได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติในห้วง 5 ปีข้างหน้าเสร็จสิ้นและแถลงให้นายกฟังที่หอประชุมกองทัพเรือ นี่คือผลงานทั้งปีของพวกเขาในการร่วมมือกันวิเคราะห์หาวิธีที่ใช้พลังอำนาจของชาติอย่างเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดเพื่อบรรลุวัตุถุประสงค์ของชาติ ซึ่งก็หนีไม่พ้นการอยู่ดีมีสุขและมีเกียรติในสังคมโลก ในการนี้พวกเขาได้นำเสนอสาระสังเขปของผลประโยชน์ของชาติ วัตุถประสงค์แห่งชาติทั้งเฉพาะและมูลฐาน นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ของชาติในรูปแบบมาตรการเฉพาะด้านต่าง ๆ ให้อภิสิทธิ์ฟังและหวังว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐนับจากนี้น่าจะต้องล้อตามแนวทางของพวกเขา เรื่องลึกลับของผลประโยชน์ทับซ้อนที่เคยอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน จนคนกลุ่มหนึ่งหลงคิดว่าผลประโยชน์ของพวกเขาก็คืออันเดียวกับผลประโยชน์ของชาตินั้นจะค่อย ๆ หมดไป คนคิดยุทธศาสตร์ชาติหวังเช่นนี้ทุกรุ่น
ในปีนี้พิเศษตรงที่นักศึกษา”รุ่นน้อง”ของ วปอ. คือนักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหารและวิทยาลัยการทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ได้ร่วมกันเสนอยุทธศาสตร์ทหาร บรรยายให้นายกฟังด้วย นับเป็นทางการครั้งแรกที่ผู้บริหารสูงสุดของรัฐได้ฟังกรอบแนวทางกำหนดแผนงานการใช้พลังอำนาจแห่งชาติด้านการทหาร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กำลังแปรกระบวนถล่มไทยในรอบ 5 ปีข้างหน้า งานที่ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนี้ลงในรายละเอียดของยุทธศาสตร์ทหารเฉพาะ 6 กลุ่มงาน พร้อมด้วยขีดความสามารถที่ต้องการและมาตรการในแต่ละด้าน ตลอดจนโครงสร้างกำลังรบและโครงการต่างๆ แน่นอนว่าเราก็มุ่งหวังให้การป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายใน การรักษาผลประโยชน์โพ้นทะเล การสร้างศักย์สงคราม การปกป้องสถาบันกษัตริย์และการพัฒนาประเทศเป็นไปในทางที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเหมือนรุ่นพี่ที่เคยทำยุทธศาสตร์ทหารมาก่อน
วันที่ 7 ก.ย.53 นักศีกษา วปอ.ได้จัดทำยุทธศาสตร์ชาติในห้วง 5 ปีข้างหน้าเสร็จสิ้นและแถลงให้นายกฟังที่หอประชุมกองทัพเรือ นี่คือผลงานทั้งปีของพวกเขาในการร่วมมือกันวิเคราะห์หาวิธีที่ใช้พลังอำนาจของชาติอย่างเกิดอรรถประโยชน์สูงสุดเพื่อบรรลุวัตุถุประสงค์ของชาติ ซึ่งก็หนีไม่พ้นการอยู่ดีมีสุขและมีเกียรติในสังคมโลก ในการนี้พวกเขาได้นำเสนอสาระสังเขปของผลประโยชน์ของชาติ วัตุถประสงค์แห่งชาติทั้งเฉพาะและมูลฐาน นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ของชาติในรูปแบบมาตรการเฉพาะด้านต่าง ๆ ให้อภิสิทธิ์ฟังและหวังว่านโยบายต่าง ๆ ของรัฐนับจากนี้น่าจะต้องล้อตามแนวทางของพวกเขา เรื่องลึกลับของผลประโยชน์ทับซ้อนที่เคยอยู่คู่กับสังคมไทยมานาน จนคนกลุ่มหนึ่งหลงคิดว่าผลประโยชน์ของพวกเขาก็คืออันเดียวกับผลประโยชน์ของชาตินั้นจะค่อย ๆ หมดไป คนคิดยุทธศาสตร์ชาติหวังเช่นนี้ทุกรุ่น
ในปีนี้พิเศษตรงที่นักศึกษา”รุ่นน้อง”ของ วปอ. คือนักศึกษาวิทยาลัยเสนาธิการทหารและวิทยาลัยการทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ได้ร่วมกันเสนอยุทธศาสตร์ทหาร บรรยายให้นายกฟังด้วย นับเป็นทางการครั้งแรกที่ผู้บริหารสูงสุดของรัฐได้ฟังกรอบแนวทางกำหนดแผนงานการใช้พลังอำนาจแห่งชาติด้านการทหาร ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบที่กำลังแปรกระบวนถล่มไทยในรอบ 5 ปีข้างหน้า งานที่ผมมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยนี้ลงในรายละเอียดของยุทธศาสตร์ทหารเฉพาะ 6 กลุ่มงาน พร้อมด้วยขีดความสามารถที่ต้องการและมาตรการในแต่ละด้าน ตลอดจนโครงสร้างกำลังรบและโครงการต่างๆ แน่นอนว่าเราก็มุ่งหวังให้การป้องกันประเทศ การรักษาความมั่นคงภายใน การรักษาผลประโยชน์โพ้นทะเล การสร้างศักย์สงคราม การปกป้องสถาบันกษัตริย์และการพัฒนาประเทศเป็นไปในทางที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไปเหมือนรุ่นพี่ที่เคยทำยุทธศาสตร์ทหารมาก่อน
วันพุธที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2553
จีน-ญี่ปุ่น ฮึ่มกันอีกแล้ว
ตอนนี้จีนกับญี่ปุ่นกำลังมีปัญหาพิพาทกันถึงขั้นจีนเลื่อนการเยือนระหว่างผู้นำระดับสูงออกไป เพื่อเป็นการให้ความสนใจต่อเรื่องนี้ ผมจึงนำบทความที่เขียนลงคมชัดลึกเมื่อ 30 ส.ค. มาให้อ่านกัน เรื่อง"ปัญหาเกาะน้อยในทะเลจีนใต้มาอีกแล้ว" ครับ
---------------
แม้ว่าจีนกับญี่ปุ่นจะเป็นคู่สัมพันธ์ที่ขาดกันไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่มีราบรื่นนานเกินไป ปัญหาเก่า ๆ ต้องผุดขึ้นมาสร้างความตึงเครียดทั้งในระดับผู้นำและประชาชนอยู่เสมอ ล่าสุดการจมเรือประมงจีนในน่านน้ำทับซ้อนของญี่ปุ่นก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจระหว่างกันขึ้นมาอีก ความรู้สึกชาตินิยมก็จะตามมาหล่อเลี้ยงความขัดแย้งอย่างเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าความขัดแย้งในห้วงเวลาจะคลี่คลายไป แต่เมื่อเงื่อนไขพร้อมก็จะดีดกลับขึ้นมาใหม่ เพราะเรื่องอธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ประเทศในเอเชียยังถือว่าเป็นเรื่องต่อรองกันไม่ได้
หมู่เกาะเตียวหยูในภาษาจีนหรือเซ็นกากุในภาษาญี่ปุ่น เป็นหมู่เกาะที่แทบจะเรียกว่าเป็นแค่โขดหิน กลางทะเลจีนตะวันออก เกาะย่อย ๆ ทั้ง 8 เกาะแทบไม่มีคนอยู่ ทรัพยากรบนเกาะก็ไม่มีอะไร แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีน ญี่ปุ่น ตลอดจนไต้หวัน เป็นอย่างมาก เพราะใต้น้ำมีก๊าซธรรมชาติอยู่เยอะ ปลาก็มีไม่น้อย ท่สำคัญคือใครครอบครองก็เหมือนได้สิทธิ์จ่อคอหอยฝ่ายอื่น ควบคุมเส้นทางลำเลียงทางทะเลเอาไว้ ดังนั้นกรณ๊เรือประมงจีนถูกเรือตรวจการณ์ญี่ปุ่นจับกุมเมื่อ 7 ก.ย. จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับรัฐบาลปักกิ่ง เหมือนเช่นที่รัฐบาลโตเกียวก็กังวลต่อการที่จีนจะขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติในพื้นที่แถวนั้น หรือรัฐบาลไต้หวันประท้วงต่อการที่ญี่ปุ่นจะฝึกร่วมผสมกับสหรัฐ ฯ ในพื้นที่ใกล้กันในเดือน ธ.ค.ที่จะมาถึง
ไม่เหมือนเกาะต๊อกโด/ทาเคชิม่า ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นรองในการพิพาทพรมแดนกับเกาหลีใต้ แต่สำหรับเซ็นกากุแล้ว ทางการญี่ปุ่นให้ความสำคัญเต็มที่ เรือตรวจการณ์จำนวนมากจากโอกินาวาครัดเคร่งต่อปัญหาล้ำแดน แต่ยิ่งนานไปกลับพบความท้าทายจากจีนมีมากขึ้น เนื่องจากจีนก็เชื่อว่าพื้นที่แถบนี้เป็นของตน กอปรกับเทคโนโลยีทางทหารที่ดีขึ้นและการส่งเสริมเชิงกึ่งบูรณาการของจีนต่อเอกชน ทำให้มีข่าวประมง เรือขุดเจาะน้ำมัน หรือแม้แต่ ฮ.ทหาร ของจีนเข้าไปอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว ตั้งแตปี 51 จีนได้ส่งเรือตรวจการณ์เข้าไปวนรอบรัศมี 12 ไมล์ของหมู่เกาะ และในปีถัดมาเครื่องบินขับไล่ของทั้งสองชาติถึงขั้นล็อคเป้ากัน เกือบจะด็อกไฟท์กันไปแล้ว
ไม่มีมีทางที่จีนและญี่ปุ่น หรือแม้ไต้หวันที่หากต้องการกันชนทางทางทะเลจะยอมเลิกอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะหินตาหินยายแบบนี้ หลักฐานและกฏหมายทางประวัติศาสตร์ที่ต่างอ้างมาใช้ล้วนเขียนขึ้นบนศักดิ์ศรีของบรรพบุรุษ ก็ได้แต่หวังว่าความตึงเครียดรอบใหม่จะคลี่คลายได้ง่ายบนบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองชาติในปัจจุบันที่ถือได้ว่าดีที่สุดในรอบหลายปีทีเดียว
---------------
แม้ว่าจีนกับญี่ปุ่นจะเป็นคู่สัมพันธ์ที่ขาดกันไม่ได้ แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศไม่มีราบรื่นนานเกินไป ปัญหาเก่า ๆ ต้องผุดขึ้นมาสร้างความตึงเครียดทั้งในระดับผู้นำและประชาชนอยู่เสมอ ล่าสุดการจมเรือประมงจีนในน่านน้ำทับซ้อนของญี่ปุ่นก็ก่อให้เกิดความไม่พอใจระหว่างกันขึ้นมาอีก ความรู้สึกชาตินิยมก็จะตามมาหล่อเลี้ยงความขัดแย้งอย่างเป็นเรื่องปกติ แม้ว่าความขัดแย้งในห้วงเวลาจะคลี่คลายไป แต่เมื่อเงื่อนไขพร้อมก็จะดีดกลับขึ้นมาใหม่ เพราะเรื่องอธิปไตยนั้นเป็นสิ่งที่ประเทศในเอเชียยังถือว่าเป็นเรื่องต่อรองกันไม่ได้
หมู่เกาะเตียวหยูในภาษาจีนหรือเซ็นกากุในภาษาญี่ปุ่น เป็นหมู่เกาะที่แทบจะเรียกว่าเป็นแค่โขดหิน กลางทะเลจีนตะวันออก เกาะย่อย ๆ ทั้ง 8 เกาะแทบไม่มีคนอยู่ ทรัพยากรบนเกาะก็ไม่มีอะไร แต่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อจีน ญี่ปุ่น ตลอดจนไต้หวัน เป็นอย่างมาก เพราะใต้น้ำมีก๊าซธรรมชาติอยู่เยอะ ปลาก็มีไม่น้อย ท่สำคัญคือใครครอบครองก็เหมือนได้สิทธิ์จ่อคอหอยฝ่ายอื่น ควบคุมเส้นทางลำเลียงทางทะเลเอาไว้ ดังนั้นกรณ๊เรือประมงจีนถูกเรือตรวจการณ์ญี่ปุ่นจับกุมเมื่อ 7 ก.ย. จึงถือว่าไม่ใช่เรื่องเล็กสำหรับรัฐบาลปักกิ่ง เหมือนเช่นที่รัฐบาลโตเกียวก็กังวลต่อการที่จีนจะขุดเจาะหาก๊าซธรรมชาติในพื้นที่แถวนั้น หรือรัฐบาลไต้หวันประท้วงต่อการที่ญี่ปุ่นจะฝึกร่วมผสมกับสหรัฐ ฯ ในพื้นที่ใกล้กันในเดือน ธ.ค.ที่จะมาถึง
ไม่เหมือนเกาะต๊อกโด/ทาเคชิม่า ที่ญี่ปุ่นค่อนข้างเป็นรองในการพิพาทพรมแดนกับเกาหลีใต้ แต่สำหรับเซ็นกากุแล้ว ทางการญี่ปุ่นให้ความสำคัญเต็มที่ เรือตรวจการณ์จำนวนมากจากโอกินาวาครัดเคร่งต่อปัญหาล้ำแดน แต่ยิ่งนานไปกลับพบความท้าทายจากจีนมีมากขึ้น เนื่องจากจีนก็เชื่อว่าพื้นที่แถบนี้เป็นของตน กอปรกับเทคโนโลยีทางทหารที่ดีขึ้นและการส่งเสริมเชิงกึ่งบูรณาการของจีนต่อเอกชน ทำให้มีข่าวประมง เรือขุดเจาะน้ำมัน หรือแม้แต่ ฮ.ทหาร ของจีนเข้าไปอยู่ในพื้นที่อ่อนไหว ตั้งแตปี 51 จีนได้ส่งเรือตรวจการณ์เข้าไปวนรอบรัศมี 12 ไมล์ของหมู่เกาะ และในปีถัดมาเครื่องบินขับไล่ของทั้งสองชาติถึงขั้นล็อคเป้ากัน เกือบจะด็อกไฟท์กันไปแล้ว
ไม่มีมีทางที่จีนและญี่ปุ่น หรือแม้ไต้หวันที่หากต้องการกันชนทางทางทะเลจะยอมเลิกอ้างสิทธิ์เหนือหมู่เกาะหินตาหินยายแบบนี้ หลักฐานและกฏหมายทางประวัติศาสตร์ที่ต่างอ้างมาใช้ล้วนเขียนขึ้นบนศักดิ์ศรีของบรรพบุรุษ ก็ได้แต่หวังว่าความตึงเครียดรอบใหม่จะคลี่คลายได้ง่ายบนบรรยากาศทางการเมืองและเศรษฐกิจระหว่างสองชาติในปัจจุบันที่ถือได้ว่าดีที่สุดในรอบหลายปีทีเดียว
วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553
ครบรอบ 4 ปีปฏิวัติ
วันนี้เองครับ
ใครถูกใครผิด ใครยังงมโข่งหรือตาสว่าง ก็ช่างเถอะครับ เพราะนั่นไม่ใช่ข้อเท็จจริงนานแล้ว แต่เป็นความเชื่อที่แบ่งคนเห็นต่างออกไปไกลสุดลิบ
ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน เพราะใน 4 ปีมันมีอะไรเกิดขึ้นมากจนไม่ใช่แค่จับมือกันแล้วหันมายิ้มให้กันใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้มีผู้สูญเสียถึงขั้นชีวิตอีก เพราะแม้แต่หนึ่งพิการก็มีค่า ไม่ว่าจะเป็นใคร
แล้วผมจะเลือกอะไร
นั่นไม่สำคัญเท่ากับผู้อ่านทุกคนกำลังเลือกอะไร
ต่อให้มีกี่ปรัชญา กี่แนวทาง กี่หลักการความคิดที่ติ๊งขึ้นมาในสมอง อยากทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มนุษย์แต่ละคนก็ได้ทำแค่อย่างเดียว ในเวลาเดียว นั่นคือสัจธรรม
สิ่งที่แต่ละคนกำลังก้าวเดิน กำลังทำอยู่นี่แหละ คือเหตุที่จะไปสู่ผลในอนาคตข้างหน้าทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกคนล้วนมีส่วนในอนาคตของชาติ ของลูกหลาน ไม่มากก็น้อย
ครบรอบ 4 ปีปฏิวัติที่นำประเทศชาติมาถึงจุดนี้ นำความคิดเรามาถึงจุดนี้ ทำให้สังคมและเศรษฐกิจเป็นไปอย่างนี้นั้นผมไม่มีอะไรจะกล่าวอกมาได้มากกว่าคำว่า
"ลาขาดนะปฏิวัติ ชาตินี้อย่าได้เจอะเจออีกเลย เจ้าประคู้น"
ใครถูกใครผิด ใครยังงมโข่งหรือตาสว่าง ก็ช่างเถอะครับ เพราะนั่นไม่ใช่ข้อเท็จจริงนานแล้ว แต่เป็นความเชื่อที่แบ่งคนเห็นต่างออกไปไกลสุดลิบ
ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกฝ่ายปรองดองกัน เพราะใน 4 ปีมันมีอะไรเกิดขึ้นมากจนไม่ใช่แค่จับมือกันแล้วหันมายิ้มให้กันใหม่ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้มีผู้สูญเสียถึงขั้นชีวิตอีก เพราะแม้แต่หนึ่งพิการก็มีค่า ไม่ว่าจะเป็นใคร
แล้วผมจะเลือกอะไร
นั่นไม่สำคัญเท่ากับผู้อ่านทุกคนกำลังเลือกอะไร
ต่อให้มีกี่ปรัชญา กี่แนวทาง กี่หลักการความคิดที่ติ๊งขึ้นมาในสมอง อยากทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มนุษย์แต่ละคนก็ได้ทำแค่อย่างเดียว ในเวลาเดียว นั่นคือสัจธรรม
สิ่งที่แต่ละคนกำลังก้าวเดิน กำลังทำอยู่นี่แหละ คือเหตุที่จะไปสู่ผลในอนาคตข้างหน้าทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นทุกคนล้วนมีส่วนในอนาคตของชาติ ของลูกหลาน ไม่มากก็น้อย
ครบรอบ 4 ปีปฏิวัติที่นำประเทศชาติมาถึงจุดนี้ นำความคิดเรามาถึงจุดนี้ ทำให้สังคมและเศรษฐกิจเป็นไปอย่างนี้นั้นผมไม่มีอะไรจะกล่าวอกมาได้มากกว่าคำว่า
"ลาขาดนะปฏิวัติ ชาตินี้อย่าได้เจอะเจออีกเลย เจ้าประคู้น"
วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553
กลับมาแล้วครับ
หายไปเกือบ 2 เดือนครับ เนื่องจากต้องทำการบ้านหนัก เป็นช่วงปลายของการศึกษาในวิทยาลัยเสนาธิการทหารครับ
วันที่ 9 นี้จบการศึกษาแล้ว คงมีเวลาว่างมาเขียนบล็อกมากขึ้นครับ
ดึกแล้วครับ ฝนพึ่งหยุดไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงมานี้ ฟ้าคงไม่แจ่มใส เหมือนในใจยังมีอะไรติดอยู่
ใกล้ตุลาแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ
วันที่ 9 นี้จบการศึกษาแล้ว คงมีเวลาว่างมาเขียนบล็อกมากขึ้นครับ
ดึกแล้วครับ ฝนพึ่งหยุดไปเมื่อไม่ถึงชั่วโมงมานี้ ฟ้าคงไม่แจ่มใส เหมือนในใจยังมีอะไรติดอยู่
ใกล้ตุลาแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
เรื่องชวนคิดหลังบอลโลก บอลไทย ..พนัน..คนเสื้อแดง
มหกรรมความสุขแห่งมนุษยชาติที่เวียนมาคราวละ 1 เดือน ทุก ๆ 4 ปีจบสิ้นลง เปิดโอกาสให้เรื่องสำคัญซีเรียสอื่น ๆ ได้ยึดพื้นที่คืนไป แม้ว่าฟุตบอลโลกที่คนไทยได้ให้ความสนใจหลังเหตุร้ายยิงกบาลเผาเมืองจบลงหมาด ๆ นั้นจะออกกร่อย ๆ เนื่องจากคนทั้งประเทศยังไม่หายช็อค แต่ก็ยังมีเรื่องชวนคิดต่อได้ เช่น เรื่องของฟุตบอลไทย(อยากไป)บอลโลก การพนันบอลที่ควบคู่กับอาญาเถื่อน หรือสถานการณ์หลังคนเลิกสนใจฟุตบอลแล้ว เป็นต้น
ประเด็นแรกนั้นเป็นประเด็นตรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับคนไทยเลยทีเดียว ทุกครั้งที่คนไทยได้ดูคนชาติอื่นไล่เตะลูกหนังท่ามกลางสายตาคนนับร้อยล้านผ่านทางทีวี คนไทยจะอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อไรจะถึงทีประเทศที่มีประชากรกว่า 60 ล้านประเทศนี้บ้าง ทีสโลวีเนีย ชาติที่มีประชากรแค่ 2 ล้านหรือชาติยากจนอีกหลายชาติในกาฬทวีปเขายังผ่านรอบคัดเลือกไปแข่งได้ ทีมชาติไทยก็น่าจะมีดีเพียงพอไม่น้อยหน้าญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้บ้าง ยิ่งเกาหลีเหนือ ที่อันดับโลกใน FIFA Ranking ใกล้เคียงกับไทยโชว์เพลงเตะได้แค่ที่เห็น ไทยก็น่าจะผ่านเข้าสู่บอลโลกรอบสุดท้ายปี 2557 ที่บราซิลได้เหมือนกัน
สมาคมฟุตบอลไทยก็คิดเช่นนี้และกำลังเร่งทำความฝันให้เป็นจริง ปัจจัยบวกคือแรงหนุนเชียร์บอลลีกของไทยจากผู้ชมมหาศาลนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ในอดีตไม่เคยมี คนไทยบ้าบอลนอกมานานแล้ว คลั่งหนักเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเสียด้วย แต่ในอดีตมีไม่กี่คนที่ตามไปดูทีมท้องถิ่นเตะบอลถ้วยหรือทัวร์นาเมนท์ต่าง ๆ แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเข้าสู่ระบบสากล แฟนบอลท้องถิ่นที่ติดตามทีมรักของตนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการซื้อสินค้าที่ระลึก เดินทางซื้อตั๋วตามไปชมทั้งนัดเหย้านัดเยือน มีอารมณ์ร่วมหายใจเข้าออกกับเรื่องราวดารานักบอลนั้นมีมาก ส่งบอลให้สโมสรต่าง ๆ อยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง สนับสนุนระบบบอลลีกที่ดึงดูดการสนใจตลอดปีและการจัดหาพัฒนาฝีเท้านักเตะให้เข้าข่ายสากลยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มองเพียงด้านนี้อนาคตบอลไทยก็เหมือนกับบอลญี่ปุ่นพึ่งพิงความสำเร็จของเจลีก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคขัดขวางก็คือช่วงนี้เป็นช่วงตกต่ำของทีมชาติไทย เอาแค่ตกรอบแรกบอลซีเกมส์และไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลรับไม่ได้แล้ว ความตกต่ำดังกล่าวนั้นอาจกล่าวได้ว่ามาจากปัญหาเดิม ๆ เช่นเรื่องของโค้ช การบริหารงานของผู้เกี่ยวข้อง วัฏจักรวงจรฟุตบอลที่ไทยถึงคราวแย่พอดี สภาพเศรษฐกิจสังคมที่มากระทบ หรือแม้กระทั่งชาติอื่นมีพัฒนาการเหนือกว่าเรา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ทีมชาติไทยคงฟื้นตัวได้ในอีกไม่นานและเมื่อสมทบกับปัจจัยบวก ไทยก็จะดีขึ้นจนไล่ตามชาติชั้นนำในเอเชียตะวันออกหรือตะวันออกกลางได้ แต่อย่าลืมว่าความสำเร็จของบอลลีกก็อาจนำมาซึ่งข้อจำกัดของทีมชาติได้ เช่น นักเตะถูกบีบให้เห็นความสำคัญของสโมสรก่อนทีมชาติ หรือนักเตะอิมพอร์ตในระดับสโมสรกลายเป็นสาเหตุให้บางตำแหน่งในทีมชาติขาดแคลนนักเตะไทยที่มีความสามารถ เป็นต้น
แต่เรื่องที่น่าห่วงใยจริง ๆ สำหรับหลังบอลโลกก็คือ การพนันบอลกับอาญาเถื่อนที่ตามทวงหนี้ที่เบี้ยวพนันกัน ทุกวันนี้การพนันบอลได้แทรกซึมไปยังหมู่เยาวชนโดยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต หากท่านผู้อ่านเห็นเด็กหนุ่มนั่งเล่นโน้ตบุ๊คอยู่คนเดียวโดยหน้าจอนั้นเป็นเรื่องกลไกยุ่งไปหมด ก็อาจนึกไม่ถึงว่าเขากำลังเล่นพนันบอลทางอินเตอร์เน็ตผ่านโค้ดของเว็บไซต์สากลที่ไม่รู้จะบล็อกยังไง เขาสามารถเล่นพนันบอลทุกทวีปของโลก (หรืออาจรวมทั้งกีฬาประเภทอื่น)โดยรับรู้ผลและแต้มต่อแบบ real time สามารถส่งโพยหรือเฉลี่ยความเสี่ยง กินค่าน้ำ ทางเน็ทอย่างที่คนภายนอกไม่เข้าใจ โลกของการพนันออนไลน์นั้นกำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนผู้ติดกับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่การจับโต๊ะพนันพร้อมโพยกระดาษกับเงินสดนั้นเป็นแค่ tip of iceberg
ท่ามกลางความรวดเร็วและปริมาณการแทงบอลที่พัฒนากันอย่างปีศาจ การใช้กำลังเข้าคุกคามทวงหนี้ถึงเลือดถึงชีวิตนั้นคือยมทูตโลกันต์ที่ทางรัฐยังเอาชนะไม่ได้ และคงต้องไล่ตามการปิดบัญชีด้วยปากกระบอกปืนแบบนี้ไปอีกนาน ถ้าไม่สามารถหาระบบทำให้พวกเจ้าพ่อพ้นจากขุมนรกใต้ดิน ช่วงปลายบอลโลกอย่างเวลานี้เป็นห้วงเวลาที่คนแทงหนักขึ้นตามความสนุกของบรรยากาศ ความดังของคู่แข่งขัน และการอยากได้เงินคืนหลังจากเสียไปมากแล้ว กว่าจะพบตัวเองว่าเป็นหนี้ล้นพ้นจนจ่ายไม่ไหวบอลโลกก็จบพอดี พวกที่ไม่ใช่นักพนันมืออาชีพอาจอยู่ไม่ถึงบอลลีกยุโรปที่จะเริ่มแข่งในเดือนหน้า แก๊งค์ทวงหนี้จะออกฆ่าตามใบสั่ง ที่ต้องแรงกับนักพนันบางรายก็เพราะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงหนี้สูงดู
รัฐกำลังมีเรื่องอื่นวิตกมากกว่าปัญหาคนเล่นพนันฆ่ากันเอง เทศกาลบอลโลกซึ่งถือว่าเป็นห้วงเวลาหย่าศึกอย่างไม่เป็นทางการกำลังจบลง พร้อมกับลมหายใจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กำลังจะขาดห้วงเพราะทนแรงเสียดสีจากภาคเศรษฐกิจไม่ไหว ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ว่าฝ่ายใต้ดินเสื้อแดงบางพวกคงตอบโต้ด้วยกำลังกับเป้าหมายเปิดทั้งเป้าหมายสาธารณะและเป้าหมายบุคคลเสื้อเหลือง การตอบโต้เช่นนี้อาจสร้างความหวาดผวาให้กับสังคมโดยรวม จึงต้องดำเนินการ”กระชับ” เสื้อแดงให้หนักหน่วงขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ สถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไรนั้นยังบอกไม่ได้ ฝ่ายเสื้อแดงอาจจะมีขีดความสามารถหรือใช้ขีดความสามารถนั้นจริงอย่างที่ฝ่ายรัฐคาดการณ์ หรือพวกเขาเป็นเพียงผู้ถูกใส่ร้าย แต่ที่แน่ ๆ คือ พวกเขากำลังจะได้โอกาสเคลื่อนไหวมากขึ้น เนื่องจากความสนใจของมหาชนกลับมาสู่ประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง ความขัดแย้งระหว่างการรุกหนักของรัฐกับการฟื้นตัวของเสื้อแดงท่ามกลางความอาฆาต จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของทุกพลังอำนาจของชาติอย่างเห็นได้ชัด เหมือนที่เคยเห็นกันมาก่อนช่วงบอลโลก
ความบันเทิงจากฟุตบอลโลกกำลังบลง ผู้คนกลับสู่โลกของความเป็นจริงที่ยังหาทางออกของวิกฤตการเมืองที่ส่งผลต่อด้านอื่นของสังคมไม่ได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ตระหนักว่าถ้าโอกาสอำนวยหรือตนเองหันไปสนใจกับเรื่องอื่นที่ตนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง พวกเขาก็จะมีความสุขสัมพัทธ์ได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาในภาพรวมนั้นอยู่นอกเหนือวิสัยและขีดความสามารถของคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างพวกเขา
ทัศนะวิจารณ์ 30 มิ.ย.
ประเด็นแรกนั้นเป็นประเด็นตรงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างฟุตบอลโลกกับคนไทยเลยทีเดียว ทุกครั้งที่คนไทยได้ดูคนชาติอื่นไล่เตะลูกหนังท่ามกลางสายตาคนนับร้อยล้านผ่านทางทีวี คนไทยจะอดคิดไม่ได้ว่าเมื่อไรจะถึงทีประเทศที่มีประชากรกว่า 60 ล้านประเทศนี้บ้าง ทีสโลวีเนีย ชาติที่มีประชากรแค่ 2 ล้านหรือชาติยากจนอีกหลายชาติในกาฬทวีปเขายังผ่านรอบคัดเลือกไปแข่งได้ ทีมชาติไทยก็น่าจะมีดีเพียงพอไม่น้อยหน้าญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้บ้าง ยิ่งเกาหลีเหนือ ที่อันดับโลกใน FIFA Ranking ใกล้เคียงกับไทยโชว์เพลงเตะได้แค่ที่เห็น ไทยก็น่าจะผ่านเข้าสู่บอลโลกรอบสุดท้ายปี 2557 ที่บราซิลได้เหมือนกัน
สมาคมฟุตบอลไทยก็คิดเช่นนี้และกำลังเร่งทำความฝันให้เป็นจริง ปัจจัยบวกคือแรงหนุนเชียร์บอลลีกของไทยจากผู้ชมมหาศาลนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ในอดีตไม่เคยมี คนไทยบ้าบอลนอกมานานแล้ว คลั่งหนักเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกเสียด้วย แต่ในอดีตมีไม่กี่คนที่ตามไปดูทีมท้องถิ่นเตะบอลถ้วยหรือทัวร์นาเมนท์ต่าง ๆ แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปเข้าสู่ระบบสากล แฟนบอลท้องถิ่นที่ติดตามทีมรักของตนอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการซื้อสินค้าที่ระลึก เดินทางซื้อตั๋วตามไปชมทั้งนัดเหย้านัดเยือน มีอารมณ์ร่วมหายใจเข้าออกกับเรื่องราวดารานักบอลนั้นมีมาก ส่งบอลให้สโมสรต่าง ๆ อยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง สนับสนุนระบบบอลลีกที่ดึงดูดการสนใจตลอดปีและการจัดหาพัฒนาฝีเท้านักเตะให้เข้าข่ายสากลยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ มองเพียงด้านนี้อนาคตบอลไทยก็เหมือนกับบอลญี่ปุ่นพึ่งพิงความสำเร็จของเจลีก
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยลบที่เป็นอุปสรรคขัดขวางก็คือช่วงนี้เป็นช่วงตกต่ำของทีมชาติไทย เอาแค่ตกรอบแรกบอลซีเกมส์และไม่ได้เข้ารอบสุดท้ายเอเชียนเกมส์ ก็เป็นสิ่งที่แฟนบอลรับไม่ได้แล้ว ความตกต่ำดังกล่าวนั้นอาจกล่าวได้ว่ามาจากปัญหาเดิม ๆ เช่นเรื่องของโค้ช การบริหารงานของผู้เกี่ยวข้อง วัฏจักรวงจรฟุตบอลที่ไทยถึงคราวแย่พอดี สภาพเศรษฐกิจสังคมที่มากระทบ หรือแม้กระทั่งชาติอื่นมีพัฒนาการเหนือกว่าเรา ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ทีมชาติไทยคงฟื้นตัวได้ในอีกไม่นานและเมื่อสมทบกับปัจจัยบวก ไทยก็จะดีขึ้นจนไล่ตามชาติชั้นนำในเอเชียตะวันออกหรือตะวันออกกลางได้ แต่อย่าลืมว่าความสำเร็จของบอลลีกก็อาจนำมาซึ่งข้อจำกัดของทีมชาติได้ เช่น นักเตะถูกบีบให้เห็นความสำคัญของสโมสรก่อนทีมชาติ หรือนักเตะอิมพอร์ตในระดับสโมสรกลายเป็นสาเหตุให้บางตำแหน่งในทีมชาติขาดแคลนนักเตะไทยที่มีความสามารถ เป็นต้น
แต่เรื่องที่น่าห่วงใยจริง ๆ สำหรับหลังบอลโลกก็คือ การพนันบอลกับอาญาเถื่อนที่ตามทวงหนี้ที่เบี้ยวพนันกัน ทุกวันนี้การพนันบอลได้แทรกซึมไปยังหมู่เยาวชนโดยความช่วยเหลือของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต หากท่านผู้อ่านเห็นเด็กหนุ่มนั่งเล่นโน้ตบุ๊คอยู่คนเดียวโดยหน้าจอนั้นเป็นเรื่องกลไกยุ่งไปหมด ก็อาจนึกไม่ถึงว่าเขากำลังเล่นพนันบอลทางอินเตอร์เน็ตผ่านโค้ดของเว็บไซต์สากลที่ไม่รู้จะบล็อกยังไง เขาสามารถเล่นพนันบอลทุกทวีปของโลก (หรืออาจรวมทั้งกีฬาประเภทอื่น)โดยรับรู้ผลและแต้มต่อแบบ real time สามารถส่งโพยหรือเฉลี่ยความเสี่ยง กินค่าน้ำ ทางเน็ทอย่างที่คนภายนอกไม่เข้าใจ โลกของการพนันออนไลน์นั้นกำลังเข้ามาเปลี่ยนชีวิตของเยาวชนผู้ติดกับอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ขณะที่การจับโต๊ะพนันพร้อมโพยกระดาษกับเงินสดนั้นเป็นแค่ tip of iceberg
ท่ามกลางความรวดเร็วและปริมาณการแทงบอลที่พัฒนากันอย่างปีศาจ การใช้กำลังเข้าคุกคามทวงหนี้ถึงเลือดถึงชีวิตนั้นคือยมทูตโลกันต์ที่ทางรัฐยังเอาชนะไม่ได้ และคงต้องไล่ตามการปิดบัญชีด้วยปากกระบอกปืนแบบนี้ไปอีกนาน ถ้าไม่สามารถหาระบบทำให้พวกเจ้าพ่อพ้นจากขุมนรกใต้ดิน ช่วงปลายบอลโลกอย่างเวลานี้เป็นห้วงเวลาที่คนแทงหนักขึ้นตามความสนุกของบรรยากาศ ความดังของคู่แข่งขัน และการอยากได้เงินคืนหลังจากเสียไปมากแล้ว กว่าจะพบตัวเองว่าเป็นหนี้ล้นพ้นจนจ่ายไม่ไหวบอลโลกก็จบพอดี พวกที่ไม่ใช่นักพนันมืออาชีพอาจอยู่ไม่ถึงบอลลีกยุโรปที่จะเริ่มแข่งในเดือนหน้า แก๊งค์ทวงหนี้จะออกฆ่าตามใบสั่ง ที่ต้องแรงกับนักพนันบางรายก็เพราะเป็นการเชือดไก่ให้ลิงหนี้สูงดู
รัฐกำลังมีเรื่องอื่นวิตกมากกว่าปัญหาคนเล่นพนันฆ่ากันเอง เทศกาลบอลโลกซึ่งถือว่าเป็นห้วงเวลาหย่าศึกอย่างไม่เป็นทางการกำลังจบลง พร้อมกับลมหายใจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่กำลังจะขาดห้วงเพราะทนแรงเสียดสีจากภาคเศรษฐกิจไม่ไหว ฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์ว่าฝ่ายใต้ดินเสื้อแดงบางพวกคงตอบโต้ด้วยกำลังกับเป้าหมายเปิดทั้งเป้าหมายสาธารณะและเป้าหมายบุคคลเสื้อเหลือง การตอบโต้เช่นนี้อาจสร้างความหวาดผวาให้กับสังคมโดยรวม จึงต้องดำเนินการ”กระชับ” เสื้อแดงให้หนักหน่วงขึ้นด้วยวิธีการต่าง ๆ สถานการณ์จริงจะเป็นเช่นไรนั้นยังบอกไม่ได้ ฝ่ายเสื้อแดงอาจจะมีขีดความสามารถหรือใช้ขีดความสามารถนั้นจริงอย่างที่ฝ่ายรัฐคาดการณ์ หรือพวกเขาเป็นเพียงผู้ถูกใส่ร้าย แต่ที่แน่ ๆ คือ พวกเขากำลังจะได้โอกาสเคลื่อนไหวมากขึ้น เนื่องจากความสนใจของมหาชนกลับมาสู่ประเด็นทางการเมืองอีกครั้ง ความขัดแย้งระหว่างการรุกหนักของรัฐกับการฟื้นตัวของเสื้อแดงท่ามกลางความอาฆาต จะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของทุกพลังอำนาจของชาติอย่างเห็นได้ชัด เหมือนที่เคยเห็นกันมาก่อนช่วงบอลโลก
ความบันเทิงจากฟุตบอลโลกกำลังบลง ผู้คนกลับสู่โลกของความเป็นจริงที่ยังหาทางออกของวิกฤตการเมืองที่ส่งผลต่อด้านอื่นของสังคมไม่ได้ แต่อย่างน้อยพวกเขาก็ตระหนักว่าถ้าโอกาสอำนวยหรือตนเองหันไปสนใจกับเรื่องอื่นที่ตนไม่เกี่ยวข้องโดยตรง พวกเขาก็จะมีความสุขสัมพัทธ์ได้ ส่วนการแก้ไขปัญหาในภาพรวมนั้นอยู่นอกเหนือวิสัยและขีดความสามารถของคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างพวกเขา
ทัศนะวิจารณ์ 30 มิ.ย.
วันอังคารที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2553
FIFA World Cup กับการเมืองโลก
ไม่มีมหกรรมอะไรสักอย่างหนึ่งที่จะดึงดูดความสนใจของทั้งโลกให้หยุดเพื่อเฝ้าติดตามกิจกรรมนั้นได้เท่ากับการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ที่จะจัดขึ้นเป็นเวลา 1 เดือนของทุก ๆ 4 ปี การชุมนุมระหว่างประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น โอลิมปิก เอ็กซ์โป โนเบล หรือการประชุมระดับสุดยอดผู้นำโลกทั้งหลายก็ไม่เคยเรียกความสนใจในระดับที่เท่ากับรายการนี้ที่เวียนมาถึงอีกแล้วระหว่าง 11 มิ.ย.-11 ก.ค.53 ยิ่งไปกว่านั้น บ่อยครั้งการเมืองโลกก็ได้อาศัยความสนใจของประชาชนที่มีต่อการเตะลูกหนังไปในทางเอื้อประโยชน์แก่ชาติต่าง ๆ เช่นการโฆษณาชวนเชื่อ การจัดการปัญหาความสัมพันธ์กับชาติศัตรู หรือการยกระดับสถานการณ์ภายในประเทศ
ในอดีตมีตัวอย่างแสดงความจงใจของผู้นำชาติเผด็จการหลายชาติที่ใช้เวทีเวิลด์คัพสร้างความชอบธรรมให้ระบอบของตน ที่เด่นชัดที่สุดคือระบอบเผด็จการทหารของเบนิโต มุสโสลินี ที่ทำให้อิตาลีครองแชมป์บอลโลกยุคเเรก ๆ ถึง 2 สมัยซ้อนปี 1934 และ 38 ปลุกกระเเสรักชาติรักฟาสซิสท์เต็มที่
ยุครัฐบาลทหารของอาร์เจนติน่าช่วงทศวรรษ 70 ก็เช่นกัน โดยเฉพาะนายพลฮอร์เก้ วิเดล่าประธานาธิบดีที่ผลักดันให้ประเทศเป็นเจ้าภาพบอลโลกปี 1978 และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทีมฟ้า-ขาวชนะเลิศในปีนั้น นับเป็นการสร้างศรัทธามหาศาลแก่มวลชนฝ่ายขวาให้หนุนหลังระบอบนี้ให้อยู่ยาวนาน
ในยุคใหม่ ชาติใดได้จัดเวิลด์คัพรอบสุดท้ายนับเป็นการยกระดับตนเองในเวทีระหว่างประเทศอีกขั้น แอฟริกาใต้และบราซิลในปี 2010 และ 2014 จะแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานนั้น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เคยแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันกันในทีจากการเป็นเจ้าภาพร่วมในปี 2002 ความเหนือกว่าในเชิงบอลของโสมขาวตอกย้ำการแก้ปมในใจของคนเกาหลีให้ตระหนักใหม่ว่ายุคนี้เกาหลีล้ำหน้าญี่ปุ่นไปเกือบทุกเรื่องแล้ว
การแข่งขันระหว่างทีมชาติที่มีฉากหลังเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองยิ่งดึงดูดการจับจ้องจากประชาชนทั้งโลก คู่ที่ดัง ๆในอดีต มีอาทิ เช่น การเตะรอบแรกบอลโลกปี 1974 ซึ่งเยอรมันตะวันออกและตะวันตกมาเจอกันโดยฝ่ายหลังเป็นเจ้าภาพแต่ดันแพ้ 0-1 เสียนี่ ชัยชนะของโลกคอมมิวนิสต์ต่อทุนนิยมในครั้งนั้นถูกนำไปโฆษณาถึงความเหนือกว่าของระบอบแดงอยู่นาน
การดวลแข้งรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนติน่าเมื่อปี 1986 ก็สำคัญ เพราะเป็นการล้างตาสงครามฟอล์กแลนด์ที่อังกฤษพิชิตอาร์เจนติน่าอย่างยับเยินเมื่อ 4 ปีก่อน ผลบอลออกมาในเชิงตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามเมื่ออาร์เจนติน่าชัยชนะด้วย”หัตถ์พระเจ้า”ของดีเอโก้ มาราโดน่า
ปีนี้เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เข้าสู่รอบสุดท้ายพร้อมกันเป็นครั้งแรก แต่โอกาสพบกันกลางสนามแทบไม่มี เว้นแต่จะถึงรอบรองชนะเลิศกันทั้งคู่ (ซึ่งก็ร่วงไปหมดแล้วตามคาด)
ในอดีตมีตัวอย่างแสดงความจงใจของผู้นำชาติเผด็จการหลายชาติที่ใช้เวทีเวิลด์คัพสร้างความชอบธรรมให้ระบอบของตน ที่เด่นชัดที่สุดคือระบอบเผด็จการทหารของเบนิโต มุสโสลินี ที่ทำให้อิตาลีครองแชมป์บอลโลกยุคเเรก ๆ ถึง 2 สมัยซ้อนปี 1934 และ 38 ปลุกกระเเสรักชาติรักฟาสซิสท์เต็มที่
ยุครัฐบาลทหารของอาร์เจนติน่าช่วงทศวรรษ 70 ก็เช่นกัน โดยเฉพาะนายพลฮอร์เก้ วิเดล่าประธานาธิบดีที่ผลักดันให้ประเทศเป็นเจ้าภาพบอลโลกปี 1978 และทำทุกวิถีทางเพื่อให้ทีมฟ้า-ขาวชนะเลิศในปีนั้น นับเป็นการสร้างศรัทธามหาศาลแก่มวลชนฝ่ายขวาให้หนุนหลังระบอบนี้ให้อยู่ยาวนาน
ในยุคใหม่ ชาติใดได้จัดเวิลด์คัพรอบสุดท้ายนับเป็นการยกระดับตนเองในเวทีระหว่างประเทศอีกขั้น แอฟริกาใต้และบราซิลในปี 2010 และ 2014 จะแสดงให้เห็นถึงมาตรฐานนั้น ญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้เคยแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันกันในทีจากการเป็นเจ้าภาพร่วมในปี 2002 ความเหนือกว่าในเชิงบอลของโสมขาวตอกย้ำการแก้ปมในใจของคนเกาหลีให้ตระหนักใหม่ว่ายุคนี้เกาหลีล้ำหน้าญี่ปุ่นไปเกือบทุกเรื่องแล้ว
การแข่งขันระหว่างทีมชาติที่มีฉากหลังเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองยิ่งดึงดูดการจับจ้องจากประชาชนทั้งโลก คู่ที่ดัง ๆในอดีต มีอาทิ เช่น การเตะรอบแรกบอลโลกปี 1974 ซึ่งเยอรมันตะวันออกและตะวันตกมาเจอกันโดยฝ่ายหลังเป็นเจ้าภาพแต่ดันแพ้ 0-1 เสียนี่ ชัยชนะของโลกคอมมิวนิสต์ต่อทุนนิยมในครั้งนั้นถูกนำไปโฆษณาถึงความเหนือกว่าของระบอบแดงอยู่นาน
การดวลแข้งรอบ 8 ทีมสุดท้ายระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนติน่าเมื่อปี 1986 ก็สำคัญ เพราะเป็นการล้างตาสงครามฟอล์กแลนด์ที่อังกฤษพิชิตอาร์เจนติน่าอย่างยับเยินเมื่อ 4 ปีก่อน ผลบอลออกมาในเชิงตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามเมื่ออาร์เจนติน่าชัยชนะด้วย”หัตถ์พระเจ้า”ของดีเอโก้ มาราโดน่า
ปีนี้เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้เข้าสู่รอบสุดท้ายพร้อมกันเป็นครั้งแรก แต่โอกาสพบกันกลางสนามแทบไม่มี เว้นแต่จะถึงรอบรองชนะเลิศกันทั้งคู่ (ซึ่งก็ร่วงไปหมดแล้วตามคาด)
วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553
อนาคตของกองทัพอยู่ที่อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ
การที่กองทัพไทยซึ่งเป็นกองทัพอันดับ 2 ของเอเชียเมื่อประมาณ 80 ปีก่อน ค่อย ๆ ลดทอนลงมาจนต้องถูกกองทัพท้ายแถวอย่างกัมพูชาท้าทายทุกวันนี้ ได้กล่าวไปแล้วในบทก่อนว่าเกิดจากความชะงักงันของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในด้านอาวุธชั้นสูงนั้นเราเลิกซื้อลิขสิทธิ์เครื่องบินมาสร้างเอง ทั้งที่เครื่องบินแบบคอร์แซร์และฮ็อกพับ เวอร์ชั่นไทยทำนั้นฉกาจขนาดไล่โจมตีฝรั่งเศสในสงครามอินโดจีนโงหัวไม่ขึ้นมาแล้ว
ในรอบ 60 ปีมานี้ เราหันไปจัดหาแบบซื้อจากชาติตะวันตกเป็นหลัก โดยไม่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีกันเสียด้วย ทำให้กองทัพไทยไม่สามารถทะลุกรอบปัญญาประดิษฐ์ สร้างอาวุธเทคโนโลยีสูงเองแบบอินเดียหรือจีนไม่ได้ ขณะที่อาวุธชั้นรองเช่นปืนเล็ก กระสุน ระเบิด เราก็ทำได้ในระดับหนึ่ง วิจัยมาก็ยังต้องรอตรวจนั่น ประเมินนี่ ไป ๆ มา ๆ ก็อยู่ในหิ้งหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ซื้อต่างชาติเอาง่ายกว่า
นอกเหนือจากการติดกับต่างชาติ ที่ต้องซื้อของจากฝรั่งและจีนกันไม่หยุดหย่อนแล้ว กระบวนการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยยังมีปัญหา เช่น ในทางกฏหมาย พ.ร.บ.ด้านนี้ยังไม่ออกมา จึงยังไม่รู้ทิศทางอย่างเป็นทางการว่าเราจะดำเนินไปอย่างไร
จริง ๆ แล้วผู้ใหญ่ก็พึ่งกำหนดนโยบายด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปเมื่อ ธ.ค.52 นี้เอง กว่าจะกลไกทุกอย่างจะเดินเครื่องและเห็นผลสำเร็จก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน แล้วจะทันกับชาติเพื่อนบ้านที่เร่งเครื่องอุตสาหกรรมชนิดนี้ไปนานแล้วหรือไม่
ขณะที่ไทยยังไม่ชัดเจนว่าเอกชนจะเข้ามาร่วมมือพัฒนาการสร้างยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยได้ขนาดไหน กองทัพเรือยังพิจารณาดินขับจรวดที่สร้างเองว่าจะเวิร์คหรือไม่ และปืนใหญ่ต้นแบบที่กองทัพจัดสร้างยังไม่ขึ้นประจำการ ชาติอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ก็พากันพัฒนายุทโธปกรณ์ของตนไปลิ่ว ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ ถึงวันนี้แม้ว่าพวกเขาจะยังคงต้องซื้อหาอาวุธต่างชาติอยู่ แต่ก็ไปได้ไกล ที่เวียดนามนั้นมีการจัดตั้งวิสาหกิจของทุกกองพล กรมการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอดีตชาติที่พึ่งพาแต่อาวุธโซเวียต บัดนี้ร่วมลงทุนกับเอกชนทั้งในและนอกประเทศ ในด้านสื่อสาร ต่อเรือ การบินและสื่อสาร ไม่เว้นแม้แต่ด้านที่มิใช่การรบเช่นรองเท้า
ความจริงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและพลังงานของกองทัพไทยนั้นไม่เลวเลย ในทางทฤษฎีเรายังกุม สป.ของเราเองไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเภสัชกรรม พลังงาน กระสุน อาวุธ ปิโตรเลียมหรือสื่อสาร กองทัพมีหน่วยงานวิจัยและผลิตไม่น้อย ขอให้กองทัพกำหนดนโยบายให้ชัดเจน ทุ่มเทงบประมาณด้านวิจัยลงมา ส่งเสริมบุคลากรอันทรงคุณค่า ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นจริง นำผลผลิตแบบไทยทำประจำการบรรจุแทนการจัดหาจากต่างชาติ ร่วมทุนเอกชนแบบเดินหน้าเปิดหลากหลายพรมแดนข่ายงาน หาทางให้ได้ลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีชั้นนำมาผลิตเอง ถ้าทำเช่นนี้ได้ อนาคตก็พอมองเห็นครับ
คมชัดลึก 3 กุมภาพันธ์ ปีนี้
ในรอบ 60 ปีมานี้ เราหันไปจัดหาแบบซื้อจากชาติตะวันตกเป็นหลัก โดยไม่ต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีกันเสียด้วย ทำให้กองทัพไทยไม่สามารถทะลุกรอบปัญญาประดิษฐ์ สร้างอาวุธเทคโนโลยีสูงเองแบบอินเดียหรือจีนไม่ได้ ขณะที่อาวุธชั้นรองเช่นปืนเล็ก กระสุน ระเบิด เราก็ทำได้ในระดับหนึ่ง วิจัยมาก็ยังต้องรอตรวจนั่น ประเมินนี่ ไป ๆ มา ๆ ก็อยู่ในหิ้งหนังสือเป็นส่วนใหญ่ ซื้อต่างชาติเอาง่ายกว่า
นอกเหนือจากการติดกับต่างชาติ ที่ต้องซื้อของจากฝรั่งและจีนกันไม่หยุดหย่อนแล้ว กระบวนการเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยยังมีปัญหา เช่น ในทางกฏหมาย พ.ร.บ.ด้านนี้ยังไม่ออกมา จึงยังไม่รู้ทิศทางอย่างเป็นทางการว่าเราจะดำเนินไปอย่างไร
จริง ๆ แล้วผู้ใหญ่ก็พึ่งกำหนดนโยบายด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไปเมื่อ ธ.ค.52 นี้เอง กว่าจะกลไกทุกอย่างจะเดินเครื่องและเห็นผลสำเร็จก็คงต้องใช้เวลาอีกนาน แล้วจะทันกับชาติเพื่อนบ้านที่เร่งเครื่องอุตสาหกรรมชนิดนี้ไปนานแล้วหรือไม่
ขณะที่ไทยยังไม่ชัดเจนว่าเอกชนจะเข้ามาร่วมมือพัฒนาการสร้างยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยได้ขนาดไหน กองทัพเรือยังพิจารณาดินขับจรวดที่สร้างเองว่าจะเวิร์คหรือไม่ และปืนใหญ่ต้นแบบที่กองทัพจัดสร้างยังไม่ขึ้นประจำการ ชาติอย่างเวียดนามและมาเลเซีย ก็พากันพัฒนายุทโธปกรณ์ของตนไปลิ่ว ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ ถึงวันนี้แม้ว่าพวกเขาจะยังคงต้องซื้อหาอาวุธต่างชาติอยู่ แต่ก็ไปได้ไกล ที่เวียดนามนั้นมีการจัดตั้งวิสาหกิจของทุกกองพล กรมการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของอดีตชาติที่พึ่งพาแต่อาวุธโซเวียต บัดนี้ร่วมลงทุนกับเอกชนทั้งในและนอกประเทศ ในด้านสื่อสาร ต่อเรือ การบินและสื่อสาร ไม่เว้นแม้แต่ด้านที่มิใช่การรบเช่นรองเท้า
ความจริงโครงสร้างของอุตสาหกรรมและพลังงานของกองทัพไทยนั้นไม่เลวเลย ในทางทฤษฎีเรายังกุม สป.ของเราเองไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเภสัชกรรม พลังงาน กระสุน อาวุธ ปิโตรเลียมหรือสื่อสาร กองทัพมีหน่วยงานวิจัยและผลิตไม่น้อย ขอให้กองทัพกำหนดนโยบายให้ชัดเจน ทุ่มเทงบประมาณด้านวิจัยลงมา ส่งเสริมบุคลากรอันทรงคุณค่า ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นจริง นำผลผลิตแบบไทยทำประจำการบรรจุแทนการจัดหาจากต่างชาติ ร่วมทุนเอกชนแบบเดินหน้าเปิดหลากหลายพรมแดนข่ายงาน หาทางให้ได้ลิขสิทธิ์และเทคโนโลยีชั้นนำมาผลิตเอง ถ้าทำเช่นนี้ได้ อนาคตก็พอมองเห็นครับ
คมชัดลึก 3 กุมภาพันธ์ ปีนี้
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
พึ่งกลับมาจากดูงานญี่ปุ่น-เกาหลี-จีน
ป่วยเลยครับ หวัดปักกิ่งแรงจริง ๆ กลับมาได้สัปดาห์นึงแล้ว พึ่งหายนี่แหละครับ
ได้มีโอกาสร่วมคณะไปดูงาน 3 ประเทศ 11 วัน ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น เช่น
ญี่ปุ่น --- เที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล ( อันนี้เป็นสนองความสนุกของตนเอง )
---- ชมพิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้า (เข้าใจญี่ปุ่นยุคโทโยโทมิ-โตกุกาวามากขึ้น)
---- ชมศูนย์แผ่นดินไหวโกเบ .. ได้รับรู้การจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ (นำมาเขียนลงกรุงเทพธุรกิจด้วย)
---- อะควาเรียมโอซากา (ได้ชมแหล่งสดงสัตว์ทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย)
....... กงสุลไทยประจำโอซาก้า (ได้รับทราบโอกาสใหม่ ๆ ของไทยในญี่ปุ่น)
....... วัดคินคาคุจิ วัดคิโยมิตสึ ศาสลเจ้าฟูชิมิอินาริ (สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกียวโต )
โซล --- โซลทาวเวอร์ (หอคอยสูงชมวิว ที่น่าสนใจคือพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ นำเอาประวัติศาสตร์ชาติเกาหลีมาถ่ายทอดในรูปแบบหมีอย่างน่าทึ่ง)
---- ปันมุมจอม เส้นขนานที่ 38 (ชมบรรยากาศจริงความตึงเครียดสองเกาหลี เข้าชมอุโมงค์ลับเกาหลีเหนือ นำมาเขียนลงคมชัดลึกแล้ว)
---- พิพิธภัณ์ฑ์สงครามแห่งชาติเกาหลี ( วางพวงมาลาทหารไทยไปรบเกาหลี ชมการแสดงครบรอบหยุดยิงสงครามเกาหลี 50 ปี)
-- พระราชวังเคียงบ๊กกุงและพิพิธภัณฑ์ (หาความรู้ประวัติศาสตร์โบราณเกาหลี)
--- อาคารซัมซุง (นวัตกรรมใหม่โลกอนาคต)
ปักกิ่ง ... สถานทูตไทยประจำปักกิ่ง (ได้รับความรู้ชั้นเลิศจากท่านอัครราชทูต)
.... พระราชวังต้องห้าม+จตุรัสเทียนอันเหมิน (ความยิ่งใหญ่ของเมืองจีน)
...กำแพงเมืองจีนด่านจูหย่งกวน (ด่านใหม่ คนไม่พลุกพล่าน)
... วัดลามะหย่งเหอกง (ได้ไหว้พระ ขณะมีพิธีกรรมพอดี)
...พิพิธภัณฑ์ปักกิ่ง (โบราณวัตถุจีน 5000 ปีอยู่ที่นี่)
ผมจะพยายามถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับ มาปรับใช้กับงานต่อไปครับ
ได้มีโอกาสร่วมคณะไปดูงาน 3 ประเทศ 11 วัน ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น เช่น
ญี่ปุ่น --- เที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล ( อันนี้เป็นสนองความสนุกของตนเอง )
---- ชมพิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้า (เข้าใจญี่ปุ่นยุคโทโยโทมิ-โตกุกาวามากขึ้น)
---- ชมศูนย์แผ่นดินไหวโกเบ .. ได้รับรู้การจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ (นำมาเขียนลงกรุงเทพธุรกิจด้วย)
---- อะควาเรียมโอซากา (ได้ชมแหล่งสดงสัตว์ทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย)
....... กงสุลไทยประจำโอซาก้า (ได้รับทราบโอกาสใหม่ ๆ ของไทยในญี่ปุ่น)
....... วัดคินคาคุจิ วัดคิโยมิตสึ ศาสลเจ้าฟูชิมิอินาริ (สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกียวโต )
โซล --- โซลทาวเวอร์ (หอคอยสูงชมวิว ที่น่าสนใจคือพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ นำเอาประวัติศาสตร์ชาติเกาหลีมาถ่ายทอดในรูปแบบหมีอย่างน่าทึ่ง)
---- ปันมุมจอม เส้นขนานที่ 38 (ชมบรรยากาศจริงความตึงเครียดสองเกาหลี เข้าชมอุโมงค์ลับเกาหลีเหนือ นำมาเขียนลงคมชัดลึกแล้ว)
---- พิพิธภัณ์ฑ์สงครามแห่งชาติเกาหลี ( วางพวงมาลาทหารไทยไปรบเกาหลี ชมการแสดงครบรอบหยุดยิงสงครามเกาหลี 50 ปี)
-- พระราชวังเคียงบ๊กกุงและพิพิธภัณฑ์ (หาความรู้ประวัติศาสตร์โบราณเกาหลี)
--- อาคารซัมซุง (นวัตกรรมใหม่โลกอนาคต)
ปักกิ่ง ... สถานทูตไทยประจำปักกิ่ง (ได้รับความรู้ชั้นเลิศจากท่านอัครราชทูต)
.... พระราชวังต้องห้าม+จตุรัสเทียนอันเหมิน (ความยิ่งใหญ่ของเมืองจีน)
...กำแพงเมืองจีนด่านจูหย่งกวน (ด่านใหม่ คนไม่พลุกพล่าน)
... วัดลามะหย่งเหอกง (ได้ไหว้พระ ขณะมีพิธีกรรมพอดี)
...พิพิธภัณฑ์ปักกิ่ง (โบราณวัตถุจีน 5000 ปีอยู่ที่นี่)
ผมจะพยายามถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับ มาปรับใช้กับงานต่อไปครับ
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เสธ.แดงเสียชีวิตแล้ว
หนึ่งชั่วโมงก่อน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง นายทหารคนดังที่มีชีวิตน่าตื่นเต้นได้จากโลกนี้ไป แต่ความเป็นไอคอนของเขาได้ทำให้ผู้ดำเนินรอยตามหรือสาวกกลุ่มอ้างอิงยังเชิดชูและปฏิบัติตามอย่างเขาอยู่ นี่คือปรากฏการณ์ในลักษณะผู้นำลัทธิหรือจิตวิญญาณที่เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างหายากยิ่งในสังคมไทย การกำหราบแนวความคิดแบบเสธ.แดง เป็นเรื่องยากในยุคที่การแพร่กระจายข่าวสารเป็นสรณะ หลักการมีอายุยืนยาวกว่าชีวิตของคนสร้างหลักการ
แม้ความรู้สึกในหมู่ประชาชนต่อเสธ.แดงจะเป็นเชิงโต้แย้ง (Controvertial) ซึ่งถ้าไม่เกลียดไปเลยก็มักจะรักอย่างสุดใจ แบบเดียวกับความรู้สึกที่มีต่ออดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนที่รักเสธ.แดงนั้นมีปริมาณไม่น้อย พวกเขาไม่ได้รักเพราะเสธ.แดง เป็นคนยิ่งใหญ่ มีอิทธิพล พวกพ้องมาก เงินทองมาก หรือมีบุคลิกน่ารักแต่อย่างใด แต่ในความไม่เหมือนใครของเสธ.แดง อัตลักษณ์บางอย่างของเขาเป็นอัตลักษณ์ในเชิงอุดมคติที่หายไปจากวิถีชีวิตทั่ว ๆ ไปนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็ไม่ค่อยปรากฏที่ไหน นอกจากในเสธ.แดง ซึ่งเก่งในการนำอัตลักษณ์เด่นนั้นมารังสรรค์ภาพลักษณ์ของตัวเองให้ต้องใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เก่งขั้นเทพ
เสธ.แดงนำประสบการณ์การรบที่มีมาแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่ายึดถือให้สาวกเลื่อมใสตามได้อย่างเยี่ยมยอด ลำพังความสามารถด้านการเขียน การพูด นั้นลำพังไม่พอที่จะทำให้บุคคลยอมอุทิศตนให้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่การแสดงออกว่าตนเองมีชีวิตที่ไม่เหมือนนายพลคนอื่นอย่างไร และมีความมุ่งมั่นทำตามหลักการของตัวเพียงไรต่างหากที่ทำให้เป็นที่น่านับถือในหมู่สาวก ดังนั้นเจตจำนงของเสธ.แดงจึงมีชีวิตยืนยาวกว่าตัวเสธ.แดง
คนธรรมดาที่เลื่อมใสชีวิตแบบเสธ.แดงนั้นจะไม่สนว่าเสธ.แดงอยู่หรือตาย แต่พวกเขาจะยึดอุดมการณ์ตามแบบเสธ.แดง คือเป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแสดงออกอย่างตรง ๆ อาจดิบเถื่อนบ้าง แต่แฝงความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะเป้าหมายที่แข็งแกร่งกว่าโดยไม่หวั่นว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคอย่างไร เราได้เห็นกันแล้วหลังจากวันที่เสธ.แดงถูกยิง และคงได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การตายแบบไม่ปกติยิ่งยกระดับเขาเป็นไอคอน ซึ่งจะต่ออายุปรากฏการณ์ให้ยาวออกไปอีกมาก
การมุ่งกวาดล้างเครือข่ายเสธ.แดงนั้นผิดทิศ เพราะไม่มีเครือข่ายลูกสมุนอย่างที่หลายคนคาด มีแต่กลุ่มอ้างอิงซึ่งจะขจัดความเชื่อของพวกเขานั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ หนทางดีที่สุดคือเลือกเชิดชูหลักการที่ดีงามของเขาให้ข่มทับหลักการส่วนที่ไม่ดี และแก้ไขปัญหาสังคมที่เสธ.แดงตั้งหวังไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง อย่างเช่นประเด็นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
-----------------
กราบลาคุณอาในที่นี้ด้วยครับ
แม้ความรู้สึกในหมู่ประชาชนต่อเสธ.แดงจะเป็นเชิงโต้แย้ง (Controvertial) ซึ่งถ้าไม่เกลียดไปเลยก็มักจะรักอย่างสุดใจ แบบเดียวกับความรู้สึกที่มีต่ออดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนที่รักเสธ.แดงนั้นมีปริมาณไม่น้อย พวกเขาไม่ได้รักเพราะเสธ.แดง เป็นคนยิ่งใหญ่ มีอิทธิพล พวกพ้องมาก เงินทองมาก หรือมีบุคลิกน่ารักแต่อย่างใด แต่ในความไม่เหมือนใครของเสธ.แดง อัตลักษณ์บางอย่างของเขาเป็นอัตลักษณ์ในเชิงอุดมคติที่หายไปจากวิถีชีวิตทั่ว ๆ ไปนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็ไม่ค่อยปรากฏที่ไหน นอกจากในเสธ.แดง ซึ่งเก่งในการนำอัตลักษณ์เด่นนั้นมารังสรรค์ภาพลักษณ์ของตัวเองให้ต้องใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เก่งขั้นเทพ
เสธ.แดงนำประสบการณ์การรบที่มีมาแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่ายึดถือให้สาวกเลื่อมใสตามได้อย่างเยี่ยมยอด ลำพังความสามารถด้านการเขียน การพูด นั้นลำพังไม่พอที่จะทำให้บุคคลยอมอุทิศตนให้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่การแสดงออกว่าตนเองมีชีวิตที่ไม่เหมือนนายพลคนอื่นอย่างไร และมีความมุ่งมั่นทำตามหลักการของตัวเพียงไรต่างหากที่ทำให้เป็นที่น่านับถือในหมู่สาวก ดังนั้นเจตจำนงของเสธ.แดงจึงมีชีวิตยืนยาวกว่าตัวเสธ.แดง
คนธรรมดาที่เลื่อมใสชีวิตแบบเสธ.แดงนั้นจะไม่สนว่าเสธ.แดงอยู่หรือตาย แต่พวกเขาจะยึดอุดมการณ์ตามแบบเสธ.แดง คือเป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแสดงออกอย่างตรง ๆ อาจดิบเถื่อนบ้าง แต่แฝงความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะเป้าหมายที่แข็งแกร่งกว่าโดยไม่หวั่นว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคอย่างไร เราได้เห็นกันแล้วหลังจากวันที่เสธ.แดงถูกยิง และคงได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การตายแบบไม่ปกติยิ่งยกระดับเขาเป็นไอคอน ซึ่งจะต่ออายุปรากฏการณ์ให้ยาวออกไปอีกมาก
การมุ่งกวาดล้างเครือข่ายเสธ.แดงนั้นผิดทิศ เพราะไม่มีเครือข่ายลูกสมุนอย่างที่หลายคนคาด มีแต่กลุ่มอ้างอิงซึ่งจะขจัดความเชื่อของพวกเขานั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ หนทางดีที่สุดคือเลือกเชิดชูหลักการที่ดีงามของเขาให้ข่มทับหลักการส่วนที่ไม่ดี และแก้ไขปัญหาสังคมที่เสธ.แดงตั้งหวังไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง อย่างเช่นประเด็นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
-----------------
กราบลาคุณอาในที่นี้ด้วยครับ
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เห็นทีทหารบกจะเดินถนน ด้วยอาการเดิมไม่ได้อีกต่อไป
ช่วงนี้ไม่อยากเขียนบล็อกเลยครับ เศร้าใจกับความตายความเจ็บของเพื่อนประชาชนร่วมชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน หากสถานการณ์ยังยิงกันไม่หยุดอย่างนี้ เมื่อเรื่องจบ ตัวนำของฝ่ายพ่ายแพ้รับรองถ้าไม่ถูกฆ่า ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไปตลอดชีวิต แต่ที่ต้องโดนไปด้วยไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็คือ ทหาร โดยเฉพาะทหารบก
ปกติ ทหารบกก็คือประชาชน ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่งครึ่งท่อนบ้าง ซาฟารีบ้าง เต็มยศบ้าง เดินห้าง ดูหนัง พักผ่อน กินข้าวข้างข้างถนน หรือขับรถไปส่งลูก ในห้วงเวลาที่สมควรเหมือนคนทั่วไป
แต่นับจากวันที่ 14 พ.ค.ทุกอย่างไม่น่าเหมือนเดิมอีกแล้ว
หากเขาแต่งดังว่า เดินเดี่ยวหรือเดินกับลูกเมีย ก็อาจมีคนบางกลุ่มเอาดอกไม้หรือรอยยิ้มมามอบให้ แสดงการชื่นชม อันนี้ไม่เป็นไร แต่อีกนาทีเดียว อาจมีคนอีกกลุ่มเข้ามาด่าทอ ต่อว่า หรือทำร้ายเอาโดยไม่แยกแยะก็ได้
ข้อหาฆ่าประชาชนเมื่อปี 35 ทำให้ทหารอยู่ในสภาพอย่างนี้เกือบครึ่งปี นี่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ษ.ยังไม่สะเด็ด ก็มีเหตุการณ์นี้อีกแล้ว และถ้ามีเหตุการณ์ต่อเนื่อง พวกเขาจะอยู่แบบไหน
อยู่แบบไหนก็ต้องอยู่ครับ และถ้ายังมีจิตใจ ก็ต้องอยู่แบบรู้สึกผิดที่ตัวเองหรือเพื่อนทหารมีส่วนทำให้มีคนตายมากมาย จะอ้างว่าผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย มีอาวุธ จำเป็นต้องฆ่า ก็เชิญเถอะครับ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าแต่ละศพประชาชนที่ตายนั้น ล้วนแต่มีภาพให้เห็นว่า..ไม่มีอาวุธเลย
ปกติ ทหารบกก็คือประชาชน ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่งครึ่งท่อนบ้าง ซาฟารีบ้าง เต็มยศบ้าง เดินห้าง ดูหนัง พักผ่อน กินข้าวข้างข้างถนน หรือขับรถไปส่งลูก ในห้วงเวลาที่สมควรเหมือนคนทั่วไป
แต่นับจากวันที่ 14 พ.ค.ทุกอย่างไม่น่าเหมือนเดิมอีกแล้ว
หากเขาแต่งดังว่า เดินเดี่ยวหรือเดินกับลูกเมีย ก็อาจมีคนบางกลุ่มเอาดอกไม้หรือรอยยิ้มมามอบให้ แสดงการชื่นชม อันนี้ไม่เป็นไร แต่อีกนาทีเดียว อาจมีคนอีกกลุ่มเข้ามาด่าทอ ต่อว่า หรือทำร้ายเอาโดยไม่แยกแยะก็ได้
ข้อหาฆ่าประชาชนเมื่อปี 35 ทำให้ทหารอยู่ในสภาพอย่างนี้เกือบครึ่งปี นี่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ษ.ยังไม่สะเด็ด ก็มีเหตุการณ์นี้อีกแล้ว และถ้ามีเหตุการณ์ต่อเนื่อง พวกเขาจะอยู่แบบไหน
อยู่แบบไหนก็ต้องอยู่ครับ และถ้ายังมีจิตใจ ก็ต้องอยู่แบบรู้สึกผิดที่ตัวเองหรือเพื่อนทหารมีส่วนทำให้มีคนตายมากมาย จะอ้างว่าผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย มีอาวุธ จำเป็นต้องฆ่า ก็เชิญเถอะครับ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าแต่ละศพประชาชนที่ตายนั้น ล้วนแต่มีภาพให้เห็นว่า..ไม่มีอาวุธเลย
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด
เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน ผมมักจะได้รับคำถามประเภทที่ว่า "ความขัดแย้งในสังคมไทยนี้มันจะจบยังไง" "ฝ่ายแดงจะแพ้หรือไม่" หรือว่า "คนจะต้องตายกันอีกเยอะเลยหรือ" ขอเอามาตอบรวม ๆ นะที่นี้เลยครับ
1.จบยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนานครับ เป็นสิบปีทีเดียว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ได้อยู่แยกกันแบบยุคคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ปนกันไปทุกที่ มีวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นเพื่อนกันก็มี แค่นี้จะเอาชนะหรือเปลี่ยนใจกันก็ยากแล้ว ในโลกที่ข่าวสารมากมาย ความเชื่อของคนยิ่งแตกต่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบังคับหรือชักจูงให้คนเชื่อตามฝ่ายตนได้อย่างไร เพราะคนเขาฉลาดทันกันแล้ว
2.ยุทธบริเวณที่ราชประสงค์นั้นรบกันจริง ๆ เสื้อแดงคงสู้ไม่ไหวครับ เพราะทหารมีอาวุธหนักกว่ามาก เว้นเสียแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะก่อกวนทหารทางด้านหลังแบบขนมชั้น ทำให้ทหารต้องตัดสินใจหยุดการสลายไว้ก่อน
3.แต่อุดมการณ์แดงนั้นกระจายไปทั่วประเทศแล้ว เลยยังไม่แพ้สงคราม หากโดนสลายเขาก็ลงดิน คนมีอุดมการณ์แรงกล้าไม่กี่พันคนก็สู้กับอำนาจรัฐได้แล้ว นี่ยังไม่รวมแนวร่วมมวลชนมหาศาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่านี้เสียอีกนี่ผ่านมาหลายปีแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
4.ทักษิณหรือเสธ.แดงตายก็หยุดอุดมการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันไกลกว่าตัวบุคคล ไกลกว่าท่อน้ำเลี้ยงไปแล้ว จริงอยู่ว่าหากแกนนำถูกจับ การนำ การสั่งการ และกลไกอื่น ๆ ย่อมต้องสะดุด น่าจะคล้ายกับเมษาปีกลาย แต่ไม่นานก็ก่อรูปมาได้ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่
5.แล้วจะแก้ไขยังไงจึงจะจบให้สวย... เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องทางนิติศาสตร์ หรือ"ถูกใจถือว่าไม่ผิดกฏ แต่ผิดใจก็เปิดกฏ(กะจะเล่นงานมัน) เพราะถ้าไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเลย ขนาดทำอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง ตามข้อ 1 ที่ว่าไว้
6.แล้วเราควรทำตัวยังไง... ปกติท่านทำตัวยังไงล่ะครับ ทุกคนที่ทำตัวอยู่นี้หรือแค่คิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีส่วนในปัญหาที่เราเผชิญอยุ่ทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดแบบว่า "ฉันถูกหรือฉันอยู่เฉย ๆ แกสิผิด" ด้วย ทางแก้นั้นเหลือวิสัยสำหรับคนธรรมดา (ไม่ว่าเชียร์ฝ่ายไหน) ที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเกมต่อสู้คราวนี้ เพราะท่านพอจะสามารถควบคุมตัวเอง แต่ไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้เลย คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ เป็นอย่างที่เป็น ทำอย่างที่ทำนั่นแหละครับ แต่เผื่อหนทางรับแรงกระแทกผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่จะมีต่อท่าน ครอบครัวและเพื่อนฝูงเอาไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้แต่ละคนมีหนทางเหมาะสมต่างกัน
1.จบยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนานครับ เป็นสิบปีทีเดียว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ได้อยู่แยกกันแบบยุคคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ปนกันไปทุกที่ มีวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นเพื่อนกันก็มี แค่นี้จะเอาชนะหรือเปลี่ยนใจกันก็ยากแล้ว ในโลกที่ข่าวสารมากมาย ความเชื่อของคนยิ่งแตกต่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบังคับหรือชักจูงให้คนเชื่อตามฝ่ายตนได้อย่างไร เพราะคนเขาฉลาดทันกันแล้ว
2.ยุทธบริเวณที่ราชประสงค์นั้นรบกันจริง ๆ เสื้อแดงคงสู้ไม่ไหวครับ เพราะทหารมีอาวุธหนักกว่ามาก เว้นเสียแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะก่อกวนทหารทางด้านหลังแบบขนมชั้น ทำให้ทหารต้องตัดสินใจหยุดการสลายไว้ก่อน
3.แต่อุดมการณ์แดงนั้นกระจายไปทั่วประเทศแล้ว เลยยังไม่แพ้สงคราม หากโดนสลายเขาก็ลงดิน คนมีอุดมการณ์แรงกล้าไม่กี่พันคนก็สู้กับอำนาจรัฐได้แล้ว นี่ยังไม่รวมแนวร่วมมวลชนมหาศาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่านี้เสียอีกนี่ผ่านมาหลายปีแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
4.ทักษิณหรือเสธ.แดงตายก็หยุดอุดมการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันไกลกว่าตัวบุคคล ไกลกว่าท่อน้ำเลี้ยงไปแล้ว จริงอยู่ว่าหากแกนนำถูกจับ การนำ การสั่งการ และกลไกอื่น ๆ ย่อมต้องสะดุด น่าจะคล้ายกับเมษาปีกลาย แต่ไม่นานก็ก่อรูปมาได้ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่
5.แล้วจะแก้ไขยังไงจึงจะจบให้สวย... เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องทางนิติศาสตร์ หรือ"ถูกใจถือว่าไม่ผิดกฏ แต่ผิดใจก็เปิดกฏ(กะจะเล่นงานมัน) เพราะถ้าไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเลย ขนาดทำอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง ตามข้อ 1 ที่ว่าไว้
6.แล้วเราควรทำตัวยังไง... ปกติท่านทำตัวยังไงล่ะครับ ทุกคนที่ทำตัวอยู่นี้หรือแค่คิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีส่วนในปัญหาที่เราเผชิญอยุ่ทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดแบบว่า "ฉันถูกหรือฉันอยู่เฉย ๆ แกสิผิด" ด้วย ทางแก้นั้นเหลือวิสัยสำหรับคนธรรมดา (ไม่ว่าเชียร์ฝ่ายไหน) ที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเกมต่อสู้คราวนี้ เพราะท่านพอจะสามารถควบคุมตัวเอง แต่ไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้เลย คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ เป็นอย่างที่เป็น ทำอย่างที่ทำนั่นแหละครับ แต่เผื่อหนทางรับแรงกระแทกผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่จะมีต่อท่าน ครอบครัวและเพื่อนฝูงเอาไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้แต่ละคนมีหนทางเหมาะสมต่างกัน
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553
ว่าด้วยการยึดพื้นที่คืนวันที่ 10 เมษาโศก
พึ่งกลับมาจากงานศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ. พล ร.2 เพื่อนเซ็นต์คาเบรียลตั้งแต่ ป.1 ด้วยกัน เลยมีอารมณ์จะเขียนบล็อกในมุมมองของผมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
ในห้วงวันรณรงค์ ..ขอให้ทุกคนปลอดภัย
ประเทศชาติกำลังเดินมายังจุดที่เปลี่ยนผ่าน (transition) อีกครั้งหนึ่ง ในห้วงตั้งแต่ 12 มี.ค.นี้เป็นต้นไป
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
วีรกรรมเกาะช้าง
พึ่งกลับมาจากการไปถวายพวงมาลาสดุดีวีรกรรมเกาะช้างมาครับ
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หากอำมาตย์ล้ำลึกจริง ต้องไม่ยึดทรัพย์ทักษิณ
พรุ่งนี้แล้ววันตัดสินชะตากรรมเงินจำนวนหนึ่งของทักษิณ ที่บางฝ่ายคิดว่ามาก
ถ้าเกิดยึดทรัพย์ทักษิณได้ บางคนเห็นว่านั่นคือวันมหาประชาปิติ ดีใจที่เอาเงินของเขามาเข้ารัฐได้ 75 เปอร์เซ็นต์ เข้ากะเป๋ากันเองอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกหลายคนกลับเห็นว่าเป็นวันมหาประชาวิปโยค ที่ระบบตุลาการเมืองไทยเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
แต่หากให้ฉลาด อำมาตย์อย่ายึดทรัพย์ทักษิณ เพราะมีประเด็น 3 ข้อที่กล่าวไปแล้วเมื่อบทก่อน
ส่วนประเด็นที่เด็ดขาดจริงๆ คือ การกอบกู้ภาพลักษณ์ระบอบตุลาการภิวัตน์ขึ้นมาใหม่
ถ้าปล่อยทรัพย์ทักษิณหนนี้ เสื้อแดงก็หมดโอกาสอ้างว่าตุลาการเข้าข้างอำมาตย์ เพราะขนาดเงินตั้งเกือบแสนล้านอำมาตย์ยังตัดสินอย่างยุติธรรมเลย ว่าเข้านั่น
แล้วค่อยไปเก็บคืนกับคดีต่าง ๆ อย่างสบายใจเฉิบ ใครหาว่า 2 มาตรฐาน ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่จริง โดยดูคดี 76000 ล้ายศาลยังตัดสินเป็นคุณกับฝ่ายทักษิณเลย เห็นไหมเล่า
เจอเข้าอย่างนี้ เสื้อแดงเห็นจะตาปริบ ๆ ต่อการลากยาวของคดีปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ รุกเขายายเที่ยง และอีกร้อยแปด
แต่ถ้าหากอำมาตย์อยากให้ความรู้สึก 2 มาตรฐานเด่นชัด ก็รุกยึดทรัพย์ทักษิณเลย จุดพลิกผันจะได้มาถึงไวไว สะใจคอซาดิสท์
ถ้าเกิดยึดทรัพย์ทักษิณได้ บางคนเห็นว่านั่นคือวันมหาประชาปิติ ดีใจที่เอาเงินของเขามาเข้ารัฐได้ 75 เปอร์เซ็นต์ เข้ากะเป๋ากันเองอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกหลายคนกลับเห็นว่าเป็นวันมหาประชาวิปโยค ที่ระบบตุลาการเมืองไทยเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
แต่หากให้ฉลาด อำมาตย์อย่ายึดทรัพย์ทักษิณ เพราะมีประเด็น 3 ข้อที่กล่าวไปแล้วเมื่อบทก่อน
ส่วนประเด็นที่เด็ดขาดจริงๆ คือ การกอบกู้ภาพลักษณ์ระบอบตุลาการภิวัตน์ขึ้นมาใหม่
ถ้าปล่อยทรัพย์ทักษิณหนนี้ เสื้อแดงก็หมดโอกาสอ้างว่าตุลาการเข้าข้างอำมาตย์ เพราะขนาดเงินตั้งเกือบแสนล้านอำมาตย์ยังตัดสินอย่างยุติธรรมเลย ว่าเข้านั่น
แล้วค่อยไปเก็บคืนกับคดีต่าง ๆ อย่างสบายใจเฉิบ ใครหาว่า 2 มาตรฐาน ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่จริง โดยดูคดี 76000 ล้ายศาลยังตัดสินเป็นคุณกับฝ่ายทักษิณเลย เห็นไหมเล่า
เจอเข้าอย่างนี้ เสื้อแดงเห็นจะตาปริบ ๆ ต่อการลากยาวของคดีปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ รุกเขายายเที่ยง และอีกร้อยแปด
แต่ถ้าหากอำมาตย์อยากให้ความรู้สึก 2 มาตรฐานเด่นชัด ก็รุกยึดทรัพย์ทักษิณเลย จุดพลิกผันจะได้มาถึงไวไว สะใจคอซาดิสท์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
