ผมจะไปดูงานภาคตะวันออกสัปดาห์หนึ่ง คงกลับมาพร้อมกับการตัดสินของศาลว่าจะยึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร 76000 ล้านหรือไม่ ใน 26 ก.พ.
ถ้าไม่มีการเลื่อน วันนั้นคงเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยอีกวันหนึ่ง
คนที่รู้จักทั้งฝ่ายเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าคงยึดทั้งหมด อีก 7-8 เปอร์เซ็นต์ ว่ายึดไม่หมดหรอก มีแค่หยิบมือที่กล้าบอกว่า ทักษิณคงหลุด ไม่โดนยึดทรัพย์
แม้จะมีหลักฐานชี้ไปในทางที่ว่างานนี้ทักษิณ ไม่น่ารอด แต่ขอผมพิจารณาแหกธงหน่อยนึงเถอะ
ที่ว่าทักษิณอาจไม่โดนยึดทรัพย์ นั้นไม่ใช่ว่าศาลเกิดมีไอเดียว่าทักษิณไม่ผิด หรือเป็นผลพวงจากดำรัสในหลวงเมื่อไม่นานมานี้ แต่เพราะว่า ฝ่ายอำมาตย์ยังไม่จำเป็นต้องเล่นงานทักษิณแรงขนาดนี้
1. ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์และเสื้อเหลืองเชียร์ให้ยึดทรัพย์เลย พวกเขาย่อมเผื่อใจไว้ด้วยว่าหากยึดคงเกิดความรุนแรง เพียงแต่พวกเขาคิดว่าคงรับมือได้ แต่ฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อเดียวน้อยเปอร์เซ็นต์กับสองพวกแรงนั้นน่าจะคิดไกลกว่า เพราะ "ดุลยภาพบนความขัดแย้ง" เป็นสิ่งที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องการสูงสุด นั่นคือขัดแย้งได้ แต่หากเกินเลยไปจนถึงขั้นจลาจล อำมาตย์จะได้รับผลกระทบมากมาย เขาจะยอมหรือ
2. อำมาตย์ยังมีกลไกอีกมากที่จะเล่นงานทักษิณ ยึดทรัพย์เท่านี้ไม่กระเทือนทักษิณ เพราะทักษิณไม่ได้ใช้เงินตรงนี้มานานแล้ว ไม่ได้ทำลายความหวังทักษิณ เพราะทักษิณยังมีความหวังในชัยชนะอนาคต ซึ่งหากเขาชนะทุกอย่างก็ได้คืนหมด ดังนั้นฝ่ายอำมาตย์ต่อให้ก่อนก็ได้
3. ยึดเงินนั้นเป็นการแตกหัก แต่การปล่อยเงินหรือดึงไว้ก่อนเป็นหมากเเห่งการรอมชอม อย่านึกว่าอำมาตย์จะไม่เล่นมุกนี้ ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ แล้วแต่การเจรจาทั้งนั้น แม้ว่าในทางเปิดฝ่ายอำมาตย์จะพยายามเล่นงานทักษิณมาหลายปี แต่ในทางลับการต่อรองหาจุดลงตัวยังมีอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์การไม่โดนยึดทรัพย์นั้นน้อยกว่ามาก เเละหากยึดทรัพย์ไปก็ไม่มีใครแปลกใจ เพราะคาดเดาอยู่แล้ว แต่ที่คาดเดาไม่ถึงก็แล้ว ฉากต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น วุ่นวายโกลาหลขนาดไหน หรือเงียบสงบ แล้วฉากที่เกิดขึ้นนี้จะไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
นายกไทยกับนายกกัมพูชา กำลังทะเลาะกันอย่างหนัก และมีทีท่าว่าจะลากเอาส่วนอื่นของประเทศเข้าสู่กลไกความขัดแย้งด้วย วันนี้จะขอนำบทความที่นำลงเมื่อ 15 พฤศจิกายน ตอนที่รัฐบาลพลิกกลับจากการหงอให้ฮุน เซ็น มาเป็นโกรธกริ้ว เพียงเพราะทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาฝ่ายโน้น
ความห้าวที่ผิดกาละเทศะส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ ทางแก้ไม่ใช่การกลับไปหงอใหม่ ไม่ใช่การลุยทุกรูปแบบ และไม่ใช่การเอะอะอะไรก็เพ้อแต่คำว่าทักษิณ แต่ควรจะทำยังไงนั้นอ่านดูแบบไม่ตัดทอนเถอะครับ
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
และแล้วรัฐบาลก็กล้าที่จะห้าวใส่ฮุน เซ็น สมดังความตั้งใจของกองเชียร์เสียที แต่การอ้างเหตุผลเรื่องทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ผูกปัญหายุ่งเหยิงที่ตามมาอีกมาก ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาพื้นฐานที่เสียเปรียบกัมพูชาจริงๆ นั้น รัฐบาลจะแก้ได้หรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงเกมบลั๊ฟกันซึ่งไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความได้เปรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในการเมืองภายในประเทศ การรับมือกับปัญหานี้อย่างฉลาด หวังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยไม่สร้างศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นนั้นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำ
รัฐบาลควรตอบโต้เขมรมาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ทหารกัมพูชารุกเข้ายึดพื้นที่ทับซ้อนสามพันไร่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนยอดภูมะเขือ จ่อปืนใหญ่มาทางไทยได้ วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาบรรณาการไปส่งเปล่า ๆ ไม่ใช่การยกเลิกเอ็มโอยูทางทะเล ที่อาจปิดกั้นโอกาสการแสวงประโยชน์ในน้ำมันและก๊าซของกัมพูชา และไม่ใช่การอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว แต่ต้องเป็นการผลักให้เขมรยกทัพออกไปให้ได้ และต้องให้ฮุน เซ็น เลิกการจับจ้องปราสาทตาเหมือนเสียด้วย การทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชานั้นถูกแล้วและหากจำเป็นก็อาจต้องใช้กำลังอย่างจำกัด ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดนที่ควรแล้วเสร็จเสียที จะด้วยวิถีทางใด แลกพื้นที่บางส่วนของกันและกันก็ได้ถ้าจำเป็น
รัฐบาลต้องควบคุมกระแสชาตินิยมให้พอเหมาะ ไม่ใช่คลั่งชาติจนนำไปสู่การไม่ยอมกันของชนในชาติ การมุ่งเป้าไปที่อดีตนายกนั้น รัฐบาลต้องเล็งรับมือกับความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเครือข่ายเสื้อแดงด้วย ปฏิกิริยาเร่งอย่างนี้ ต่อให้มีจุดพลิกผันหรือแตกหักเป็นห้วง ๆ ก็จะไม่มีวันจบลงในระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมขนาดไหน ยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นเช่นไร และจะเหมาะสมกว่าไหมที่จะดำเนินการกับกัมพูชาในแบบที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพอใจทั้งคู่ ไม่ใช่ยิ่งแตกร้าวกันหนักเข้าไปอีก และที่สำคัญคือความรู้สึกหรืออุดมการณ์ใด ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตรงเข้าถึงตัวชาวบ้าน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นอันขาด
ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่าให้ลามไปในด้านอื่น คงต้องเตรียมตัวรับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งจากการค้าการลงทุนในประเทศนี้ และผลกระทบที่ชาติอาจเข้าสู่ภาวะไม่สงบเอาไว้ การตอบโต้ด้วยวาจาแบบเด็ก ๆ เช่น จะสร้างบ้านให้ผู้มีส่วนกับการปลุกกระแสความไม่สงบในพนมเปญเมื่อ 6 ปีก่อน (หมายถึง สมรังสี) นั้นไม่ควรเอ่ย ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับศึกทางตะวันออกควรตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครใช้เป็นข้ออ้างหาประโยชน์เกินจำเป็นได้
ลงท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้เลือกดำเนินการในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติและคนไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มก้อนใด ๆ
ความห้าวที่ผิดกาละเทศะส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ ทางแก้ไม่ใช่การกลับไปหงอใหม่ ไม่ใช่การลุยทุกรูปแบบ และไม่ใช่การเอะอะอะไรก็เพ้อแต่คำว่าทักษิณ แต่ควรจะทำยังไงนั้นอ่านดูแบบไม่ตัดทอนเถอะครับ
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
และแล้วรัฐบาลก็กล้าที่จะห้าวใส่ฮุน เซ็น สมดังความตั้งใจของกองเชียร์เสียที แต่การอ้างเหตุผลเรื่องทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ผูกปัญหายุ่งเหยิงที่ตามมาอีกมาก ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาพื้นฐานที่เสียเปรียบกัมพูชาจริงๆ นั้น รัฐบาลจะแก้ได้หรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงเกมบลั๊ฟกันซึ่งไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความได้เปรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในการเมืองภายในประเทศ การรับมือกับปัญหานี้อย่างฉลาด หวังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยไม่สร้างศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นนั้นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำ
รัฐบาลควรตอบโต้เขมรมาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ทหารกัมพูชารุกเข้ายึดพื้นที่ทับซ้อนสามพันไร่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนยอดภูมะเขือ จ่อปืนใหญ่มาทางไทยได้ วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาบรรณาการไปส่งเปล่า ๆ ไม่ใช่การยกเลิกเอ็มโอยูทางทะเล ที่อาจปิดกั้นโอกาสการแสวงประโยชน์ในน้ำมันและก๊าซของกัมพูชา และไม่ใช่การอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว แต่ต้องเป็นการผลักให้เขมรยกทัพออกไปให้ได้ และต้องให้ฮุน เซ็น เลิกการจับจ้องปราสาทตาเหมือนเสียด้วย การทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชานั้นถูกแล้วและหากจำเป็นก็อาจต้องใช้กำลังอย่างจำกัด ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดนที่ควรแล้วเสร็จเสียที จะด้วยวิถีทางใด แลกพื้นที่บางส่วนของกันและกันก็ได้ถ้าจำเป็น
รัฐบาลต้องควบคุมกระแสชาตินิยมให้พอเหมาะ ไม่ใช่คลั่งชาติจนนำไปสู่การไม่ยอมกันของชนในชาติ การมุ่งเป้าไปที่อดีตนายกนั้น รัฐบาลต้องเล็งรับมือกับความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเครือข่ายเสื้อแดงด้วย ปฏิกิริยาเร่งอย่างนี้ ต่อให้มีจุดพลิกผันหรือแตกหักเป็นห้วง ๆ ก็จะไม่มีวันจบลงในระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมขนาดไหน ยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นเช่นไร และจะเหมาะสมกว่าไหมที่จะดำเนินการกับกัมพูชาในแบบที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพอใจทั้งคู่ ไม่ใช่ยิ่งแตกร้าวกันหนักเข้าไปอีก และที่สำคัญคือความรู้สึกหรืออุดมการณ์ใด ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตรงเข้าถึงตัวชาวบ้าน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นอันขาด
ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่าให้ลามไปในด้านอื่น คงต้องเตรียมตัวรับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งจากการค้าการลงทุนในประเทศนี้ และผลกระทบที่ชาติอาจเข้าสู่ภาวะไม่สงบเอาไว้ การตอบโต้ด้วยวาจาแบบเด็ก ๆ เช่น จะสร้างบ้านให้ผู้มีส่วนกับการปลุกกระแสความไม่สงบในพนมเปญเมื่อ 6 ปีก่อน (หมายถึง สมรังสี) นั้นไม่ควรเอ่ย ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับศึกทางตะวันออกควรตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครใช้เป็นข้ออ้างหาประโยชน์เกินจำเป็นได้
ลงท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้เลือกดำเนินการในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติและคนไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มก้อนใด ๆ
วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
สองมาตรฐานอย่างนึกไม่ถึง..กรณีสนธิ
ฟังความเรื่อง 2 มาตรฐานมานานแล้ว เคยรู้สึกว่าบางเรื่องที่เสื้อแดงกล่าวหาก็เป็นเรื่องจริง บางเรื่องก็เกินไป ฝ่ายกระบวนการตุลาการอาจไม่เจตนา
แต่วันนี้ อัยการทำให้ผมตาสว่าง
เพราะเขาฟ้องสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพบนเวที แต่ทำไมสนธิไม่ได้ ต้องยอมให้คนผู้นี้เลื่อนการเข้ารายงานตัวไม่มีกำหนด อ้อ จนกว่าจะรู้ผลว่าในหลวงจะพระราชทานอภัยโทษให้คนผู้นี้หรือไม่
เรียกว่าจะไม่ทำอะไรกันเลย จนกว่าจะอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ ปล่อยให้สนธิลอยนวล
สนธิ นี่ก็แสบมาก เล่นเกมชิงขอพระราชทานโทษก่อนการตัดสิน นอกจากเพราะไม่อยากเข้ากระบวนการไต่สวนแล้ว ยังผลักภาระทางคดีให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินตัดสินเสียอีก เล่นอย่างนี้ไม่สนเลยว่าจะเป็นที่หนักพระทัยของพระองค์ท่านหรือไม่ ทั้งยังหนักใจฝ่ายฟ้องร้องเอาผิดด้วย
นั่นคือฝ่ายเกมที่สนธิเล่น
แต่ฝ่ายเกมที่อัยการเล่น จะรออะไร สนธิ ทำอะไรก็ทำไป ทำไมไม่บังคับให้คนผู้นี้มารายงานตัวให้ได้ ศาลจะได้รับลูกไต่สวนต่อไป รออยู่ทำไม เขาจะรอพระบรมราชวินิจฉัยก็เเล้วแต่เขา
เมื่อเทียบกับฏีกาของฝ่ายเสื้อแดงที่ตกชัดขลุกขลักอยู่ที่กรมราชฑัณฑ์ ฏีกาของสนธิ ขึ้นไปได้อย่างไร หรือได้รับอนุมัติตรวจผ่านจากสำนักเลขาธิการ หรือรัฐบาลประกอบความเห็นเรียบร้อยแล้ว ทำไมถึงต่างจากฏีกาของคนเสื้อแดง
ฝ่ายรัฐกระเหี้ยนกระหือต้องเอาทักษิณมาติดคุกก่อน แล้วค่อยให้ทักษิญขออภัยโทษทีหลัง แต่กรณีสนธิ ที่ขอนอนนอกคุกก่อน ขออภัยโทษล่วงหน้าคำตัดสิน .... ทำไมทำได้ครับ
กรณีนี้จะเป็นฟางอันสุดท้ายหรือไม่ รอดูกันต่อไป แต่บอกกันตรง ๆ หากฝ่ายอนุรักษ์ต้องการรักษาระบบของตนไว้ให้นานที่สุด ท่ามกลางพายุของความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องกำจัดความอยุติธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่ฝ่ายของตนทำผิด อย่าช่วยกัน
แต่วันนี้ อัยการทำให้ผมตาสว่าง
เพราะเขาฟ้องสนธิ ลิ้มทองกุล ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพบนเวที แต่ทำไมสนธิไม่ได้ ต้องยอมให้คนผู้นี้เลื่อนการเข้ารายงานตัวไม่มีกำหนด อ้อ จนกว่าจะรู้ผลว่าในหลวงจะพระราชทานอภัยโทษให้คนผู้นี้หรือไม่
เรียกว่าจะไม่ทำอะไรกันเลย จนกว่าจะอีกนานเท่าไหร่ไม่รู้ ปล่อยให้สนธิลอยนวล
สนธิ นี่ก็แสบมาก เล่นเกมชิงขอพระราชทานโทษก่อนการตัดสิน นอกจากเพราะไม่อยากเข้ากระบวนการไต่สวนแล้ว ยังผลักภาระทางคดีให้เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินตัดสินเสียอีก เล่นอย่างนี้ไม่สนเลยว่าจะเป็นที่หนักพระทัยของพระองค์ท่านหรือไม่ ทั้งยังหนักใจฝ่ายฟ้องร้องเอาผิดด้วย
นั่นคือฝ่ายเกมที่สนธิเล่น
แต่ฝ่ายเกมที่อัยการเล่น จะรออะไร สนธิ ทำอะไรก็ทำไป ทำไมไม่บังคับให้คนผู้นี้มารายงานตัวให้ได้ ศาลจะได้รับลูกไต่สวนต่อไป รออยู่ทำไม เขาจะรอพระบรมราชวินิจฉัยก็เเล้วแต่เขา
เมื่อเทียบกับฏีกาของฝ่ายเสื้อแดงที่ตกชัดขลุกขลักอยู่ที่กรมราชฑัณฑ์ ฏีกาของสนธิ ขึ้นไปได้อย่างไร หรือได้รับอนุมัติตรวจผ่านจากสำนักเลขาธิการ หรือรัฐบาลประกอบความเห็นเรียบร้อยแล้ว ทำไมถึงต่างจากฏีกาของคนเสื้อแดง
ฝ่ายรัฐกระเหี้ยนกระหือต้องเอาทักษิณมาติดคุกก่อน แล้วค่อยให้ทักษิญขออภัยโทษทีหลัง แต่กรณีสนธิ ที่ขอนอนนอกคุกก่อน ขออภัยโทษล่วงหน้าคำตัดสิน .... ทำไมทำได้ครับ
กรณีนี้จะเป็นฟางอันสุดท้ายหรือไม่ รอดูกันต่อไป แต่บอกกันตรง ๆ หากฝ่ายอนุรักษ์ต้องการรักษาระบบของตนไว้ให้นานที่สุด ท่ามกลางพายุของความเปลี่ยนแปลง ก็ต้องกำจัดความอยุติธรรมโดยเร็ว โดยเฉพาะในเรื่องที่ฝ่ายของตนทำผิด อย่าช่วยกัน
วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553
เรื่องของบ้านเมืองอย่าเชื่อโหร...เลอะเทอะ
เรื่องการดูดวงนั้น ใคร ๆ ก็ชอบ เพราะอยากรู้อนาคต ทั้งที่มั่นใจเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ว่ามันคงไม่ตรงไปทั้งหมด
แต่ก็ขอให้ดูขำ ๆ อย่างมงาย เพราะมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์
อาจจะมีคนแย้งว่า หมอเขาทายถูกหลายคนหลายเรื่อง....ที่เขาทายผิดก็มีมาก แต่เราไม่รู้
หมอเขาชื่อดังมาก...ก็เพราะคนขาดความมั่นใจในตัวเองในสังคมมีมาก เลยหลงเชื่อง่าย
หมอเขามีหลักคิดโน่นคิดนี่... เพ้อเจ้อทั้งนั้น คนเรามีเป็นพันล้าน แต่ดวงตกฟากลัคนาหรืออะไรก็มิอะไรมีไม่กี่แบบ ดวงดาวยิ่งมีไม่กี่ดวง จะให้คุณให้โทษเราเป็นการเฉพาะน่ะหรือ เพ้อเจ้อ
จะยิ่งเพ้อเจ้อหนัก ถ้าไปเเก้โน่นเเก้นี่ตามที่หมอบอก
เรื่องของบ้านเมือง จะเกิดปฏิวัติไหม จะยุบสภาดีไหม ดวงคนนั้นเหมาะควรเป็น รมต.ต่อ คนนี้ปีชงกับนายกต้องปลดซะ เปลี่ยนประตูเข้าอกรัฐสภาใหม่ .... เรื่องเหล่านี้เหมือนนิยายไร้สาระ ถ้ารับฟังพอสนุกก็ไม่เป็นไร แต่หากเชื่อไปปฏิบัติตาม หรือกลัวตาม ก็บ้าล่ะครับ
ก็เห็นมีประเทศไทยนี่แหละ ทำอะไรไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล คำนึงถึงหลักการหมอดูเป็นใหญ่ สุดท้ายก็ไม่เจริญอย่างที่เห็น
เลิกหน่อมแน้มกันดีกว่า มองสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนตามหลักแห่งความเป็นไปได้ ไม่ให้โหราหูราอะไรไม่รู้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจน่ะตัวดี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดหนัก เกียรติยศมันสมองเลอเลิศ หลายคนเพ่อเจ้องมงายหมอดูซะยิ่งกว่าชาวบ้านรากหญ้า แถมตัดสินชะตาประเทศชาติไปตามนั้น วังเวงจริงจริง
แต่ก็ขอให้ดูขำ ๆ อย่างมงาย เพราะมันไม่เป็นวิทยาศาสตร์
อาจจะมีคนแย้งว่า หมอเขาทายถูกหลายคนหลายเรื่อง....ที่เขาทายผิดก็มีมาก แต่เราไม่รู้
หมอเขาชื่อดังมาก...ก็เพราะคนขาดความมั่นใจในตัวเองในสังคมมีมาก เลยหลงเชื่อง่าย
หมอเขามีหลักคิดโน่นคิดนี่... เพ้อเจ้อทั้งนั้น คนเรามีเป็นพันล้าน แต่ดวงตกฟากลัคนาหรืออะไรก็มิอะไรมีไม่กี่แบบ ดวงดาวยิ่งมีไม่กี่ดวง จะให้คุณให้โทษเราเป็นการเฉพาะน่ะหรือ เพ้อเจ้อ
จะยิ่งเพ้อเจ้อหนัก ถ้าไปเเก้โน่นเเก้นี่ตามที่หมอบอก
เรื่องของบ้านเมือง จะเกิดปฏิวัติไหม จะยุบสภาดีไหม ดวงคนนั้นเหมาะควรเป็น รมต.ต่อ คนนี้ปีชงกับนายกต้องปลดซะ เปลี่ยนประตูเข้าอกรัฐสภาใหม่ .... เรื่องเหล่านี้เหมือนนิยายไร้สาระ ถ้ารับฟังพอสนุกก็ไม่เป็นไร แต่หากเชื่อไปปฏิบัติตาม หรือกลัวตาม ก็บ้าล่ะครับ
ก็เห็นมีประเทศไทยนี่แหละ ทำอะไรไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล คำนึงถึงหลักการหมอดูเป็นใหญ่ สุดท้ายก็ไม่เจริญอย่างที่เห็น
เลิกหน่อมแน้มกันดีกว่า มองสถานการณ์อย่างถี่ถ้วนตามหลักแห่งความเป็นไปได้ ไม่ให้โหราหูราอะไรไม่รู้
ผู้มีอำนาจตัดสินใจน่ะตัวดี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดหนัก เกียรติยศมันสมองเลอเลิศ หลายคนเพ่อเจ้องมงายหมอดูซะยิ่งกว่าชาวบ้านรากหญ้า แถมตัดสินชะตาประเทศชาติไปตามนั้น วังเวงจริงจริง
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553
กองกำลังส่วนตัวติดอาวุธ
ในโลกที่คนมีเงินมากเป็นปฏิภาคโดยตรงกับศัตรู ความต้องการใช้เงินเพื่อคุ้มภัยตนเองยิ่งมาก การจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธส่วนตัวเป็นทางออกที่สร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาที่สุด มากกว่าการคบผู้มีอิทธิพล ฝึกยิงปืนหรือซื้อเสื้อเกราะ ในประเทศของเราถือว่าการทำเช่นนี้ผิดกฏหมาย แต่การดำเนินคดีไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกิจกรรมหลายอย่างก็ก้ำกึ่งในการตีความ
แม้ว่าตามหลักการสากลประเทศหนึ่งจะมีกองทัพเดียว ไม่มีใครควรมีกองกำลังเหนือกฏหมายคุ้มภัยอีก แต่ในความเป็นจริง พ่อค้า นักเลง ผู้มีอำนาจและคนที่เป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สินจำนวนมากต่างจ้างกองกำลังส่วนตัวกันเป็นว่าเล่น ทำงานเพื่อเอกชนได้ 24 ชม. เพราะกองกำลังของรัฐไม่มีสิทธิ์จะไปรับใช้บุคคลโดยตรงเช่นที่ว่า ขอบเขตของบริษัทรักษาความปลอดภัยเหล่านี้มีความกว้างขวางอย่างคาดไม่ถึง ในประเทศที่เจริญแล้ว คนของบริษัทแบล็ควอเตอร์ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ซี) อาจไม่ได้รับอนุญาตให้พกปืน หากจะยิงใครสักคนก็มีโอกาสติดคุกสูง แต่หากพวกนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนที่ชีวิตของพวกเขาเองก็ต้องเสี่ยง การพกอาวุธสงครามและการชิงยิงศัตรูก่อนอาจเกิดขึ้นได้เสมออย่างกรณีที่พวกเขายิงชาวอิรักตายไป 17 ศพเมื่อปี 50 โดยอ้างการป้องกันตัวและลอยนวลเสียด้วย บางบริษัทเช่น อีโอ ของแอฟริกาใต้ถึงกับรับสัมปทานกับรัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ทำการสู้รบกับกองกำลังก่อการร้ายท้องถิ่นอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง โดยที่กฏหมายในประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนเหล่านั้นอ่อนแอเต็มที
กองกำลังติดอาวุธมาเฟียที่โด่งดังที่เราได้ยินกันบ่อยครั้ง คือแถวยุโรปใต้และอเมริกาใต้ ซึ่งมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มเจ้าพ่อและบางครั้งก็รบกับเจ้าหน้าที่รัฐ ปีนี้ที่ฮิตมากคือที่เม็กซิโก มีการพยายามกวาดล้างซุ้มมือปืนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยาเสพติด สงครามนี้ทำให้ตำรวจต้องสังเวยชีวิตมาก ส่วนที่กำลังมาแรงคือที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งกองกำลังของเจ้าพ่อบนเกาะมินดาเนาเล่นงานประชาชนจนรัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้
ในไทยนั้น ซุ้มมือปืนใต้ปีกนักการเมืองท้องถิ่นนั้นมีอยู่เสมอ ถ้าไม่ก่อคดีครึกโครมเกินไปคนร้ายเหล่านี้ก็อาจเดินเหินอย่างลำพอง วันดีคืนดีก็ก่อคดียิงศัตรูให้”นาย” ก็เรื่องขัดผลประโยชน์รายได้จากรัฐเป็นหลัก ยิ่งช่วงใกล้เลือกตั้งยิ่งลงมือมาก เป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ปัจจุบัน มีกองกำลังประเภทใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์และการเมืองระดับชาติเกิดขึ้น ไม่ทราบว่ามีอาวุธที่หายไปจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อปีก่อนมาเกี่ยวข้องหรือเปล่า ถ้าทางการจะตรวจสอบและหาทางสลายกองกำลังประเภทนี้ ก็จะทำให้ประชาชนอุ่นใจหากต้องสัญจรผ่านถนนบางสายในยามค่ำคืน
คมชัดลึก 11 พ.ย.52
แม้ว่าตามหลักการสากลประเทศหนึ่งจะมีกองทัพเดียว ไม่มีใครควรมีกองกำลังเหนือกฏหมายคุ้มภัยอีก แต่ในความเป็นจริง พ่อค้า นักเลง ผู้มีอำนาจและคนที่เป็นห่วงความปลอดภัยของตนเองและทรัพย์สินจำนวนมากต่างจ้างกองกำลังส่วนตัวกันเป็นว่าเล่น ทำงานเพื่อเอกชนได้ 24 ชม. เพราะกองกำลังของรัฐไม่มีสิทธิ์จะไปรับใช้บุคคลโดยตรงเช่นที่ว่า ขอบเขตของบริษัทรักษาความปลอดภัยเหล่านี้มีความกว้างขวางอย่างคาดไม่ถึง ในประเทศที่เจริญแล้ว คนของบริษัทแบล็ควอเตอร์ (ตอนนี้เปลี่ยนชื่อเป็น ซี) อาจไม่ได้รับอนุญาตให้พกปืน หากจะยิงใครสักคนก็มีโอกาสติดคุกสูง แต่หากพวกนี้ไปปฏิบัติหน้าที่ในดินแดนที่ชีวิตของพวกเขาเองก็ต้องเสี่ยง การพกอาวุธสงครามและการชิงยิงศัตรูก่อนอาจเกิดขึ้นได้เสมออย่างกรณีที่พวกเขายิงชาวอิรักตายไป 17 ศพเมื่อปี 50 โดยอ้างการป้องกันตัวและลอยนวลเสียด้วย บางบริษัทเช่น อีโอ ของแอฟริกาใต้ถึงกับรับสัมปทานกับรัฐบาลและบริษัทยักษ์ใหญ่ทำการสู้รบกับกองกำลังก่อการร้ายท้องถิ่นอย่างเป็นจริงเป็นจัง เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง โดยที่กฏหมายในประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนเหล่านั้นอ่อนแอเต็มที
กองกำลังติดอาวุธมาเฟียที่โด่งดังที่เราได้ยินกันบ่อยครั้ง คือแถวยุโรปใต้และอเมริกาใต้ ซึ่งมีการต่อสู้ระหว่างกลุ่มเจ้าพ่อและบางครั้งก็รบกับเจ้าหน้าที่รัฐ ปีนี้ที่ฮิตมากคือที่เม็กซิโก มีการพยายามกวาดล้างซุ้มมือปืนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจยาเสพติด สงครามนี้ทำให้ตำรวจต้องสังเวยชีวิตมาก ส่วนที่กำลังมาแรงคือที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งกองกำลังของเจ้าพ่อบนเกาะมินดาเนาเล่นงานประชาชนจนรัฐบาลอยู่เฉยไม่ได้
ในไทยนั้น ซุ้มมือปืนใต้ปีกนักการเมืองท้องถิ่นนั้นมีอยู่เสมอ ถ้าไม่ก่อคดีครึกโครมเกินไปคนร้ายเหล่านี้ก็อาจเดินเหินอย่างลำพอง วันดีคืนดีก็ก่อคดียิงศัตรูให้”นาย” ก็เรื่องขัดผลประโยชน์รายได้จากรัฐเป็นหลัก ยิ่งช่วงใกล้เลือกตั้งยิ่งลงมือมาก เป็นอย่างนี้มานานแล้ว แต่ปัจจุบัน มีกองกำลังประเภทใหม่ที่เกี่ยวข้องกับอุดมการณ์และการเมืองระดับชาติเกิดขึ้น ไม่ทราบว่ามีอาวุธที่หายไปจากทำเนียบรัฐบาลเมื่อปีก่อนมาเกี่ยวข้องหรือเปล่า ถ้าทางการจะตรวจสอบและหาทางสลายกองกำลังประเภทนี้ ก็จะทำให้ประชาชนอุ่นใจหากต้องสัญจรผ่านถนนบางสายในยามค่ำคืน
คมชัดลึก 11 พ.ย.52
วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553
มายอน จะระเบิดหรือไม่
ภัยธรรมชาติขนาดใหญ่ที่เอเชียแปซิฟิกเราจดจ่อมากที่สุดเมื่อปลายปีที่แล้วว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ก็คือ การระเบิดของภูเขาไฟมายอน มหัศจรรย์ธรรมชาติที่สวยงามระดับโลกของฟิลิปปินส์ แต่เมื่อเปลี่ยนศักราชใหม่ เจ้าเอล นินโญ่ ดันสร้างปรากฏการณ์กลบเสียหมด และคงจะเป็นพระเอกไปจนตลอดปีนี้ แต่มายอน จะยังมีโอกาสขโมยซีนหรือไม่ จะกลายเป็นเรื่องดังเหมือนที่ภูเขาไฟปินาตูโบ เพื่อนใกล้กันระเบิดเมื่อ 19 ปีก่อนหรือไม่ ยังต้องรอตืดตามต่อไป
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่อยู่ในวงแหวนภูเขาไฟของเอเชียแปซิฟิกเต็ม ๆ ชาวบ้านเลยต้องนอนผวาเพราะทับที่กับภูเขาไฟซึ่งยังไม่ระเบิดไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก เขตใกล้ภูเขาไฟนั้นถึงจะอันตรายแต่ชาวบ้านก็ชอบไปอาศัยอยู่ เนื่องจากดินดี เพราะปลูกได้สมบูรณ์ ทั้งยังขายของให้นักท่องเที่ยวได้อีก เรื่องภัยธรรมชาติค่อยหลบเอาเป็นครั้งคราวไป สำหรับภูเขาไฟมายอนที่อยู่บนเกาะลูซอนนี้ ปะทุมาแล้ว 48 ครั้งนับตั้งแต่บันทึกกันไว้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2159 ภัยพิบัติหนัก ๆ ล่าสุดที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ก็คือตอนปลายปี 49 เกิดปะทุอย่างแรง พ่นลาวาและเถ้าถ่านออกมามากคล้ายกับเวลานี้ แต่ก็ได้สงบลงเมื่อปลาย ต.ค.ปีนั้น ชาวบ้านนึกว่าปลอดภัยกลับเข้าพื้นที่ โชคร้ายที่อีกเดือนนึงถัดมาพายุทุเรียนขึ้นโจมตีเกาะลูซอน พัดเอาโคลนเถ้าภูเขาไฟถล่มทับชาวบ้านตายไป 1300 คนสด ๆ
ตลอดเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา มายอนปะทุหนักหน่วง จนทั่วโลกคาดการณ์ว่าต้องระเบิดขึ้นแน่ รัฐบาลต้องอพยพชาวบ้านหมื่นครอบครัวออกจากพื้นที่รัศมี 8 ก.ม.รอบภูเขา ปรากฏทั้งเถ้า ทั้งหินลอยขึ้นฟ้า แผ่นดินไหวกึกก้องต่อเนื่องเพราะแมกม่าใต้ผิวโลกขยับแรง ธารลาวา 3 สายไหลริน แต่โลกก็โล่งอกไปเมื่อสถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหวของฟิลิปปินส์ประกาศลดระดับความน่ากลัวของมายอนลงเมื่อ 2 ม.ค.โดยอ้างว่าการขยับแข้งขาของมายอนลดลงแล้ว โดยเฉพาะก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขอเชิญชาวบ้านกลับเข้าไปอาศัยในระยะ 7-8 กิโล ได้ แต่โลกก็คงไว้วางใจไม่ได้
ยังจำตอนที่ภูเขาไฟปินาตูโบระเบิดเมื่อปี 2531 ได้ เพราะผมอยู่ในมะนิลาหลังห้วงเวลาการระเบิดแล้วไม่นาน ยังทันได้ซึมซับบรรยากาศที่ชาวบ้านพูดคุยกันถึงการระเบิดครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ภูเขาไฟการกะตั้วของอินโดนีเซียระเบิดเมื่อปี 2426 และได้ซื้อเสื้อซื้อหมวกที่มีสลักคำว่า “ฉันรอดมาจากปินาตูโบ”ซึ่งเป็นซูวีเนียร์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบที่สุดรองมาจากหินภูเขาไฟจากสถานที่จริง มีคนตายคราวนั้น 800 คน เถ้าถ่านสีขาวมองเห็นได้ไกลถึงกัมพูชา อุณภูมิโลกลดลงครึ่งองศา โอโซนโดนทำลายและกรดกำมะถันในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูง หวังว่าภูเขาไฟมายอน วันนี้และวันต่อ ๆ ไปคงไม่กลายเป็นหายนะแบบนี้ กระนั้นก็ตาม ถึงวันนี้โลกยังละสายตาจากการอาจระเบิดขึ้นของมายอนไปไม่ได้
ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่อยู่ในวงแหวนภูเขาไฟของเอเชียแปซิฟิกเต็ม ๆ ชาวบ้านเลยต้องนอนผวาเพราะทับที่กับภูเขาไฟซึ่งยังไม่ระเบิดไม่รู้กี่ลูกต่อกี่ลูก เขตใกล้ภูเขาไฟนั้นถึงจะอันตรายแต่ชาวบ้านก็ชอบไปอาศัยอยู่ เนื่องจากดินดี เพราะปลูกได้สมบูรณ์ ทั้งยังขายของให้นักท่องเที่ยวได้อีก เรื่องภัยธรรมชาติค่อยหลบเอาเป็นครั้งคราวไป สำหรับภูเขาไฟมายอนที่อยู่บนเกาะลูซอนนี้ ปะทุมาแล้ว 48 ครั้งนับตั้งแต่บันทึกกันไว้ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2159 ภัยพิบัติหนัก ๆ ล่าสุดที่พึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ก็คือตอนปลายปี 49 เกิดปะทุอย่างแรง พ่นลาวาและเถ้าถ่านออกมามากคล้ายกับเวลานี้ แต่ก็ได้สงบลงเมื่อปลาย ต.ค.ปีนั้น ชาวบ้านนึกว่าปลอดภัยกลับเข้าพื้นที่ โชคร้ายที่อีกเดือนนึงถัดมาพายุทุเรียนขึ้นโจมตีเกาะลูซอน พัดเอาโคลนเถ้าภูเขาไฟถล่มทับชาวบ้านตายไป 1300 คนสด ๆ
ตลอดเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา มายอนปะทุหนักหน่วง จนทั่วโลกคาดการณ์ว่าต้องระเบิดขึ้นแน่ รัฐบาลต้องอพยพชาวบ้านหมื่นครอบครัวออกจากพื้นที่รัศมี 8 ก.ม.รอบภูเขา ปรากฏทั้งเถ้า ทั้งหินลอยขึ้นฟ้า แผ่นดินไหวกึกก้องต่อเนื่องเพราะแมกม่าใต้ผิวโลกขยับแรง ธารลาวา 3 สายไหลริน แต่โลกก็โล่งอกไปเมื่อสถาบันภูเขาไฟและแผ่นดินไหวของฟิลิปปินส์ประกาศลดระดับความน่ากลัวของมายอนลงเมื่อ 2 ม.ค.โดยอ้างว่าการขยับแข้งขาของมายอนลดลงแล้ว โดยเฉพาะก๊าซพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขอเชิญชาวบ้านกลับเข้าไปอาศัยในระยะ 7-8 กิโล ได้ แต่โลกก็คงไว้วางใจไม่ได้
ยังจำตอนที่ภูเขาไฟปินาตูโบระเบิดเมื่อปี 2531 ได้ เพราะผมอยู่ในมะนิลาหลังห้วงเวลาการระเบิดแล้วไม่นาน ยังทันได้ซึมซับบรรยากาศที่ชาวบ้านพูดคุยกันถึงการระเบิดครั้งที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ภูเขาไฟการกะตั้วของอินโดนีเซียระเบิดเมื่อปี 2426 และได้ซื้อเสื้อซื้อหมวกที่มีสลักคำว่า “ฉันรอดมาจากปินาตูโบ”ซึ่งเป็นซูวีเนียร์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบที่สุดรองมาจากหินภูเขาไฟจากสถานที่จริง มีคนตายคราวนั้น 800 คน เถ้าถ่านสีขาวมองเห็นได้ไกลถึงกัมพูชา อุณภูมิโลกลดลงครึ่งองศา โอโซนโดนทำลายและกรดกำมะถันในชั้นบรรยากาศโลกเพิ่มสูง หวังว่าภูเขาไฟมายอน วันนี้และวันต่อ ๆ ไปคงไม่กลายเป็นหายนะแบบนี้ กระนั้นก็ตาม ถึงวันนี้โลกยังละสายตาจากการอาจระเบิดขึ้นของมายอนไปไม่ได้
วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2553
งบดูงานด้านการทหาร
ปีใหม่แล้ว ขอนำบทความนี้ลงให้อ่านกัน เซ็งกับพวก พวกสมองเสื่อมบ้าอำนาจที่เอางบไปผลาญหรูหราสนุกแทบทุกเดือน แต่ทีผลประโยชน์ของชาติในการพัฒนาคุณภาพบุคลากรเป็นส่วนรวมจากงบดูงานต่างประเทศเพียงจิ๊บจ้อยนั้นกลับมองไม่เห็น
-----------------------------
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการพัฒนากองทัพของเราก็คือการทำความเข้าใจหน่วยงานกองทัพต่างประเทศ ทั้งในเชิงเปรียบเทียบ ทั้งในเชิงเรียนรู้ศึกษาความแตกต่างที่บ้านเรามีแต่เราไม่มี และทั้งในเชิงรับวิทยาการใหม่ ๆ ทั้งนี้ความเข้าใจดังกล่าวมาจากหลายทาง ทางซึ่งจำเป็น แม้ว่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณมากก็คือการไปดูงานในต่างประเทศ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ เป็นโอกาสดีสำหรับการจัดสรรงบอย่างเหมาะควร ไม่ใช่คิดง่าย ๆ ว่าก็เลิกไปดูงานต่างประเทศเอาซะเลย
ในเกือบทุกหน่วยงานระดับยุทธศาสตร์ของกองทัพมีงบประมาณดูงานด้านต่างประเทศ ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปดูงานมักเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงหรือผู้เกี่ยวข้องกำกับดูแลงานด้านนั้น ๆ ขณะที่ในส่วนของการศึกษาก็มีงบประมาณนี้เช่นกัน แต่ปีนี้ค่อนข้างน้อยเพราะถูกปรับลดงบ และอาจทำให้นักศึกษาระดับสูงของกองทัพ เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ปราศจากการดูงานในต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายมาก
การดูงานทางทหารต่างจากการศึกษาทางทหาร ตรงที่ใช้เวลาน้อยวันกว่า มุ่งไปในทางเยี่ยมชม สังเกตกิจการ สถานที่ ไม่ใช่ไปเรียนไปฝึก สิ่งที่ได้กลับมานั้นมีคุณค่าต่อวิทยาการ ไอเดียใหม่ ๆ ที่ประเทศและกองทัพจะได้รับ ขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาบุคลากรจากรุ่นสู่รุ่นด้วย ประสบการณ์ตรงเช่นนี้ต่างจากการดูงานในประเทศ ซึ่งก็มีข้อดีไม่น้อยแต่มีข้อจำกัดในแง่ของกรอบความรู้ที่ได้รับ ในขณะที่การดูงานในประเทศจะทำให้เข้าใจปัญหาของพื้นที่และยืนอยู่บนความเป็นจริงของการแก้ไขปัญหานั้น การดูงานต่างประเทศจะเสริมปัญญาในด้านวิสัยทัศน์ และความคิดเชิงเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาในส่วนอื่นของโลก การพัฒนากองทัพและเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับการเข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้
การตัดหรือปรับลดงบประมาณที่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบด้านอื่นของกองทัพนั้นไม่ได้ทำให้กองทัพได้รับคำชมในแง่ของการประหยัด คำชมที่แท้จริงควรมาจากการใช้งบอย่างเหมาะสม ดำรงประสิทธิผลสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการจัดการดูงานในต่างประเทศจึงจำเป็นต้องมี แต่ควบคุมให้อยู่ในกรอบที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เช่น ในแต่ละทริป เพิ่มการดูงานสถานที่ทางทหารทั้งสถานที่หลักระดับยุทธศาสตร์ของประเทศนั้นและสถานที่เฉพาะที่หน่วยงานสนใจ จัดเวลาเยี่ยมชมหน่วยงานของกระทรวงทบวงอื่นที่ทำงานสัมพันธ์กับกองทัพ และในช่วงอาหาร เชิญผู้ทรงความรู้ชาวต่างชาติมาพบปะ หากทำได้เช่นนี้ ก็อาจสามารถเปลี่ยนความคิดของคนบางกลุ่มที่ว่าการไปดูงานเมืองนอกเป็นเพียงโบนัสหรือเป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินของคนที่ได้ไปเท่านั้น
โลกสาระจิปาถะ ธันวาคม 2552
-----------------------------
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการพัฒนากองทัพของเราก็คือการทำความเข้าใจหน่วยงานกองทัพต่างประเทศ ทั้งในเชิงเปรียบเทียบ ทั้งในเชิงเรียนรู้ศึกษาความแตกต่างที่บ้านเรามีแต่เราไม่มี และทั้งในเชิงรับวิทยาการใหม่ ๆ ทั้งนี้ความเข้าใจดังกล่าวมาจากหลายทาง ทางซึ่งจำเป็น แม้ว่าจะสิ้นเปลืองงบประมาณมากก็คือการไปดูงานในต่างประเทศ ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดีเช่นนี้ เป็นโอกาสดีสำหรับการจัดสรรงบอย่างเหมาะควร ไม่ใช่คิดง่าย ๆ ว่าก็เลิกไปดูงานต่างประเทศเอาซะเลย
ในเกือบทุกหน่วยงานระดับยุทธศาสตร์ของกองทัพมีงบประมาณดูงานด้านต่างประเทศ ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปดูงานมักเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงหรือผู้เกี่ยวข้องกำกับดูแลงานด้านนั้น ๆ ขณะที่ในส่วนของการศึกษาก็มีงบประมาณนี้เช่นกัน แต่ปีนี้ค่อนข้างน้อยเพราะถูกปรับลดงบ และอาจทำให้นักศึกษาระดับสูงของกองทัพ เช่น วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรและวิทยาลัยเสนาธิการทหาร ปราศจากการดูงานในต่างประเทศ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายมาก
การดูงานทางทหารต่างจากการศึกษาทางทหาร ตรงที่ใช้เวลาน้อยวันกว่า มุ่งไปในทางเยี่ยมชม สังเกตกิจการ สถานที่ ไม่ใช่ไปเรียนไปฝึก สิ่งที่ได้กลับมานั้นมีคุณค่าต่อวิทยาการ ไอเดียใหม่ ๆ ที่ประเทศและกองทัพจะได้รับ ขณะเดียวกันก็เป็นการพัฒนาบุคลากรจากรุ่นสู่รุ่นด้วย ประสบการณ์ตรงเช่นนี้ต่างจากการดูงานในประเทศ ซึ่งก็มีข้อดีไม่น้อยแต่มีข้อจำกัดในแง่ของกรอบความรู้ที่ได้รับ ในขณะที่การดูงานในประเทศจะทำให้เข้าใจปัญหาของพื้นที่และยืนอยู่บนความเป็นจริงของการแก้ไขปัญหานั้น การดูงานต่างประเทศจะเสริมปัญญาในด้านวิสัยทัศน์ และความคิดเชิงเปรียบเทียบกับการแก้ปัญหาในส่วนอื่นของโลก การพัฒนากองทัพและเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพต้องขึ้นอยู่กับการเข้าถึงประสบการณ์เหล่านี้
การตัดหรือปรับลดงบประมาณที่ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับงบด้านอื่นของกองทัพนั้นไม่ได้ทำให้กองทัพได้รับคำชมในแง่ของการประหยัด คำชมที่แท้จริงควรมาจากการใช้งบอย่างเหมาะสม ดำรงประสิทธิผลสูงสุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการจัดการดูงานในต่างประเทศจึงจำเป็นต้องมี แต่ควบคุมให้อยู่ในกรอบที่จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น เช่น ในแต่ละทริป เพิ่มการดูงานสถานที่ทางทหารทั้งสถานที่หลักระดับยุทธศาสตร์ของประเทศนั้นและสถานที่เฉพาะที่หน่วยงานสนใจ จัดเวลาเยี่ยมชมหน่วยงานของกระทรวงทบวงอื่นที่ทำงานสัมพันธ์กับกองทัพ และในช่วงอาหาร เชิญผู้ทรงความรู้ชาวต่างชาติมาพบปะ หากทำได้เช่นนี้ ก็อาจสามารถเปลี่ยนความคิดของคนบางกลุ่มที่ว่าการไปดูงานเมืองนอกเป็นเพียงโบนัสหรือเป็นไปเพื่อความเพลิดเพลินของคนที่ได้ไปเท่านั้น
โลกสาระจิปาถะ ธันวาคม 2552
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
