ป่วยเลยครับ หวัดปักกิ่งแรงจริง ๆ กลับมาได้สัปดาห์นึงแล้ว พึ่งหายนี่แหละครับ
ได้มีโอกาสร่วมคณะไปดูงาน 3 ประเทศ 11 วัน ล้วนแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น เช่น
ญี่ปุ่น --- เที่ยวสวนสนุกยูนิเวอร์แซล ( อันนี้เป็นสนองความสนุกของตนเอง )
---- ชมพิพิธภัณฑ์ปราสาทโอซาก้า (เข้าใจญี่ปุ่นยุคโทโยโทมิ-โตกุกาวามากขึ้น)
---- ชมศูนย์แผ่นดินไหวโกเบ .. ได้รับรู้การจัดการภัยพิบัติขนาดใหญ่ (นำมาเขียนลงกรุงเทพธุรกิจด้วย)
---- อะควาเรียมโอซากา (ได้ชมแหล่งสดงสัตว์ทะเลที่ใหญ่ที่สุดของเอเชีย)
....... กงสุลไทยประจำโอซาก้า (ได้รับทราบโอกาสใหม่ ๆ ของไทยในญี่ปุ่น)
....... วัดคินคาคุจิ วัดคิโยมิตสึ ศาสลเจ้าฟูชิมิอินาริ (สถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเก่าแก่ของเกียวโต )
โซล --- โซลทาวเวอร์ (หอคอยสูงชมวิว ที่น่าสนใจคือพิพิธภัณฑ์เท็ดดี้แบร์ นำเอาประวัติศาสตร์ชาติเกาหลีมาถ่ายทอดในรูปแบบหมีอย่างน่าทึ่ง)
---- ปันมุมจอม เส้นขนานที่ 38 (ชมบรรยากาศจริงความตึงเครียดสองเกาหลี เข้าชมอุโมงค์ลับเกาหลีเหนือ นำมาเขียนลงคมชัดลึกแล้ว)
---- พิพิธภัณ์ฑ์สงครามแห่งชาติเกาหลี ( วางพวงมาลาทหารไทยไปรบเกาหลี ชมการแสดงครบรอบหยุดยิงสงครามเกาหลี 50 ปี)
-- พระราชวังเคียงบ๊กกุงและพิพิธภัณฑ์ (หาความรู้ประวัติศาสตร์โบราณเกาหลี)
--- อาคารซัมซุง (นวัตกรรมใหม่โลกอนาคต)
ปักกิ่ง ... สถานทูตไทยประจำปักกิ่ง (ได้รับความรู้ชั้นเลิศจากท่านอัครราชทูต)
.... พระราชวังต้องห้าม+จตุรัสเทียนอันเหมิน (ความยิ่งใหญ่ของเมืองจีน)
...กำแพงเมืองจีนด่านจูหย่งกวน (ด่านใหม่ คนไม่พลุกพล่าน)
... วัดลามะหย่งเหอกง (ได้ไหว้พระ ขณะมีพิธีกรรมพอดี)
...พิพิธภัณฑ์ปักกิ่ง (โบราณวัตถุจีน 5000 ปีอยู่ที่นี่)
ผมจะพยายามถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับ มาปรับใช้กับงานต่อไปครับ
วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เสธ.แดงเสียชีวิตแล้ว
หนึ่งชั่วโมงก่อน พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง นายทหารคนดังที่มีชีวิตน่าตื่นเต้นได้จากโลกนี้ไป แต่ความเป็นไอคอนของเขาได้ทำให้ผู้ดำเนินรอยตามหรือสาวกกลุ่มอ้างอิงยังเชิดชูและปฏิบัติตามอย่างเขาอยู่ นี่คือปรากฏการณ์ในลักษณะผู้นำลัทธิหรือจิตวิญญาณที่เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างหายากยิ่งในสังคมไทย การกำหราบแนวความคิดแบบเสธ.แดง เป็นเรื่องยากในยุคที่การแพร่กระจายข่าวสารเป็นสรณะ หลักการมีอายุยืนยาวกว่าชีวิตของคนสร้างหลักการ
แม้ความรู้สึกในหมู่ประชาชนต่อเสธ.แดงจะเป็นเชิงโต้แย้ง (Controvertial) ซึ่งถ้าไม่เกลียดไปเลยก็มักจะรักอย่างสุดใจ แบบเดียวกับความรู้สึกที่มีต่ออดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนที่รักเสธ.แดงนั้นมีปริมาณไม่น้อย พวกเขาไม่ได้รักเพราะเสธ.แดง เป็นคนยิ่งใหญ่ มีอิทธิพล พวกพ้องมาก เงินทองมาก หรือมีบุคลิกน่ารักแต่อย่างใด แต่ในความไม่เหมือนใครของเสธ.แดง อัตลักษณ์บางอย่างของเขาเป็นอัตลักษณ์ในเชิงอุดมคติที่หายไปจากวิถีชีวิตทั่ว ๆ ไปนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็ไม่ค่อยปรากฏที่ไหน นอกจากในเสธ.แดง ซึ่งเก่งในการนำอัตลักษณ์เด่นนั้นมารังสรรค์ภาพลักษณ์ของตัวเองให้ต้องใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เก่งขั้นเทพ
เสธ.แดงนำประสบการณ์การรบที่มีมาแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่ายึดถือให้สาวกเลื่อมใสตามได้อย่างเยี่ยมยอด ลำพังความสามารถด้านการเขียน การพูด นั้นลำพังไม่พอที่จะทำให้บุคคลยอมอุทิศตนให้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่การแสดงออกว่าตนเองมีชีวิตที่ไม่เหมือนนายพลคนอื่นอย่างไร และมีความมุ่งมั่นทำตามหลักการของตัวเพียงไรต่างหากที่ทำให้เป็นที่น่านับถือในหมู่สาวก ดังนั้นเจตจำนงของเสธ.แดงจึงมีชีวิตยืนยาวกว่าตัวเสธ.แดง
คนธรรมดาที่เลื่อมใสชีวิตแบบเสธ.แดงนั้นจะไม่สนว่าเสธ.แดงอยู่หรือตาย แต่พวกเขาจะยึดอุดมการณ์ตามแบบเสธ.แดง คือเป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแสดงออกอย่างตรง ๆ อาจดิบเถื่อนบ้าง แต่แฝงความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะเป้าหมายที่แข็งแกร่งกว่าโดยไม่หวั่นว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคอย่างไร เราได้เห็นกันแล้วหลังจากวันที่เสธ.แดงถูกยิง และคงได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การตายแบบไม่ปกติยิ่งยกระดับเขาเป็นไอคอน ซึ่งจะต่ออายุปรากฏการณ์ให้ยาวออกไปอีกมาก
การมุ่งกวาดล้างเครือข่ายเสธ.แดงนั้นผิดทิศ เพราะไม่มีเครือข่ายลูกสมุนอย่างที่หลายคนคาด มีแต่กลุ่มอ้างอิงซึ่งจะขจัดความเชื่อของพวกเขานั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ หนทางดีที่สุดคือเลือกเชิดชูหลักการที่ดีงามของเขาให้ข่มทับหลักการส่วนที่ไม่ดี และแก้ไขปัญหาสังคมที่เสธ.แดงตั้งหวังไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง อย่างเช่นประเด็นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
-----------------
กราบลาคุณอาในที่นี้ด้วยครับ
แม้ความรู้สึกในหมู่ประชาชนต่อเสธ.แดงจะเป็นเชิงโต้แย้ง (Controvertial) ซึ่งถ้าไม่เกลียดไปเลยก็มักจะรักอย่างสุดใจ แบบเดียวกับความรู้สึกที่มีต่ออดีตนายกทักษิณ ชินวัตร และสนธิ ลิ้มทองกุล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่คนที่รักเสธ.แดงนั้นมีปริมาณไม่น้อย พวกเขาไม่ได้รักเพราะเสธ.แดง เป็นคนยิ่งใหญ่ มีอิทธิพล พวกพ้องมาก เงินทองมาก หรือมีบุคลิกน่ารักแต่อย่างใด แต่ในความไม่เหมือนใครของเสธ.แดง อัตลักษณ์บางอย่างของเขาเป็นอัตลักษณ์ในเชิงอุดมคติที่หายไปจากวิถีชีวิตทั่ว ๆ ไปนานแล้ว หรืออย่างน้อยก็ไม่ค่อยปรากฏที่ไหน นอกจากในเสธ.แดง ซึ่งเก่งในการนำอัตลักษณ์เด่นนั้นมารังสรรค์ภาพลักษณ์ของตัวเองให้ต้องใจกลุ่มเป้าหมายเฉพาะด้วยรูปแบบการประชาสัมพันธ์ที่เก่งขั้นเทพ
เสธ.แดงนำประสบการณ์การรบที่มีมาแปรเปลี่ยนเป็นคุณค่ายึดถือให้สาวกเลื่อมใสตามได้อย่างเยี่ยมยอด ลำพังความสามารถด้านการเขียน การพูด นั้นลำพังไม่พอที่จะทำให้บุคคลยอมอุทิศตนให้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่การแสดงออกว่าตนเองมีชีวิตที่ไม่เหมือนนายพลคนอื่นอย่างไร และมีความมุ่งมั่นทำตามหลักการของตัวเพียงไรต่างหากที่ทำให้เป็นที่น่านับถือในหมู่สาวก ดังนั้นเจตจำนงของเสธ.แดงจึงมีชีวิตยืนยาวกว่าตัวเสธ.แดง
คนธรรมดาที่เลื่อมใสชีวิตแบบเสธ.แดงนั้นจะไม่สนว่าเสธ.แดงอยู่หรือตาย แต่พวกเขาจะยึดอุดมการณ์ตามแบบเสธ.แดง คือเป็นคนธรรมดาที่พร้อมจะแสดงออกอย่างตรง ๆ อาจดิบเถื่อนบ้าง แต่แฝงความมุ่งมั่นเพื่อเอาชนะเป้าหมายที่แข็งแกร่งกว่าโดยไม่หวั่นว่าจะต้องเผชิญอุปสรรคอย่างไร เราได้เห็นกันแล้วหลังจากวันที่เสธ.แดงถูกยิง และคงได้เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ไปอีกระยะเวลาหนึ่ง การตายแบบไม่ปกติยิ่งยกระดับเขาเป็นไอคอน ซึ่งจะต่ออายุปรากฏการณ์ให้ยาวออกไปอีกมาก
การมุ่งกวาดล้างเครือข่ายเสธ.แดงนั้นผิดทิศ เพราะไม่มีเครือข่ายลูกสมุนอย่างที่หลายคนคาด มีแต่กลุ่มอ้างอิงซึ่งจะขจัดความเชื่อของพวกเขานั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้ในยุคโลกาภิวัตน์ หนทางดีที่สุดคือเลือกเชิดชูหลักการที่ดีงามของเขาให้ข่มทับหลักการส่วนที่ไม่ดี และแก้ไขปัญหาสังคมที่เสธ.แดงตั้งหวังไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาเพื่อมวลชนอย่างแท้จริง อย่างเช่นประเด็นมาตรฐานกระบวนการยุติธรรม
-----------------
กราบลาคุณอาในที่นี้ด้วยครับ
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เห็นทีทหารบกจะเดินถนน ด้วยอาการเดิมไม่ได้อีกต่อไป
ช่วงนี้ไม่อยากเขียนบล็อกเลยครับ เศร้าใจกับความตายความเจ็บของเพื่อนประชาชนร่วมชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกวัน หากสถานการณ์ยังยิงกันไม่หยุดอย่างนี้ เมื่อเรื่องจบ ตัวนำของฝ่ายพ่ายแพ้รับรองถ้าไม่ถูกฆ่า ก็ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลไปตลอดชีวิต แต่ที่ต้องโดนไปด้วยไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็คือ ทหาร โดยเฉพาะทหารบก
ปกติ ทหารบกก็คือประชาชน ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่งครึ่งท่อนบ้าง ซาฟารีบ้าง เต็มยศบ้าง เดินห้าง ดูหนัง พักผ่อน กินข้าวข้างข้างถนน หรือขับรถไปส่งลูก ในห้วงเวลาที่สมควรเหมือนคนทั่วไป
แต่นับจากวันที่ 14 พ.ค.ทุกอย่างไม่น่าเหมือนเดิมอีกแล้ว
หากเขาแต่งดังว่า เดินเดี่ยวหรือเดินกับลูกเมีย ก็อาจมีคนบางกลุ่มเอาดอกไม้หรือรอยยิ้มมามอบให้ แสดงการชื่นชม อันนี้ไม่เป็นไร แต่อีกนาทีเดียว อาจมีคนอีกกลุ่มเข้ามาด่าทอ ต่อว่า หรือทำร้ายเอาโดยไม่แยกแยะก็ได้
ข้อหาฆ่าประชาชนเมื่อปี 35 ทำให้ทหารอยู่ในสภาพอย่างนี้เกือบครึ่งปี นี่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ษ.ยังไม่สะเด็ด ก็มีเหตุการณ์นี้อีกแล้ว และถ้ามีเหตุการณ์ต่อเนื่อง พวกเขาจะอยู่แบบไหน
อยู่แบบไหนก็ต้องอยู่ครับ และถ้ายังมีจิตใจ ก็ต้องอยู่แบบรู้สึกผิดที่ตัวเองหรือเพื่อนทหารมีส่วนทำให้มีคนตายมากมาย จะอ้างว่าผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย มีอาวุธ จำเป็นต้องฆ่า ก็เชิญเถอะครับ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าแต่ละศพประชาชนที่ตายนั้น ล้วนแต่มีภาพให้เห็นว่า..ไม่มีอาวุธเลย
ปกติ ทหารบกก็คือประชาชน ใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา แต่งครึ่งท่อนบ้าง ซาฟารีบ้าง เต็มยศบ้าง เดินห้าง ดูหนัง พักผ่อน กินข้าวข้างข้างถนน หรือขับรถไปส่งลูก ในห้วงเวลาที่สมควรเหมือนคนทั่วไป
แต่นับจากวันที่ 14 พ.ค.ทุกอย่างไม่น่าเหมือนเดิมอีกแล้ว
หากเขาแต่งดังว่า เดินเดี่ยวหรือเดินกับลูกเมีย ก็อาจมีคนบางกลุ่มเอาดอกไม้หรือรอยยิ้มมามอบให้ แสดงการชื่นชม อันนี้ไม่เป็นไร แต่อีกนาทีเดียว อาจมีคนอีกกลุ่มเข้ามาด่าทอ ต่อว่า หรือทำร้ายเอาโดยไม่แยกแยะก็ได้
ข้อหาฆ่าประชาชนเมื่อปี 35 ทำให้ทหารอยู่ในสภาพอย่างนี้เกือบครึ่งปี นี่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ษ.ยังไม่สะเด็ด ก็มีเหตุการณ์นี้อีกแล้ว และถ้ามีเหตุการณ์ต่อเนื่อง พวกเขาจะอยู่แบบไหน
อยู่แบบไหนก็ต้องอยู่ครับ และถ้ายังมีจิตใจ ก็ต้องอยู่แบบรู้สึกผิดที่ตัวเองหรือเพื่อนทหารมีส่วนทำให้มีคนตายมากมาย จะอ้างว่าผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย มีอาวุธ จำเป็นต้องฆ่า ก็เชิญเถอะครับ แต่ก็ต้องยอมรับความจริงเหมือนกันว่าแต่ละศพประชาชนที่ตายนั้น ล้วนแต่มีภาพให้เห็นว่า..ไม่มีอาวุธเลย
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุด
เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน ผมมักจะได้รับคำถามประเภทที่ว่า "ความขัดแย้งในสังคมไทยนี้มันจะจบยังไง" "ฝ่ายแดงจะแพ้หรือไม่" หรือว่า "คนจะต้องตายกันอีกเยอะเลยหรือ" ขอเอามาตอบรวม ๆ นะที่นี้เลยครับ
1.จบยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนานครับ เป็นสิบปีทีเดียว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ได้อยู่แยกกันแบบยุคคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ปนกันไปทุกที่ มีวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นเพื่อนกันก็มี แค่นี้จะเอาชนะหรือเปลี่ยนใจกันก็ยากแล้ว ในโลกที่ข่าวสารมากมาย ความเชื่อของคนยิ่งแตกต่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบังคับหรือชักจูงให้คนเชื่อตามฝ่ายตนได้อย่างไร เพราะคนเขาฉลาดทันกันแล้ว
2.ยุทธบริเวณที่ราชประสงค์นั้นรบกันจริง ๆ เสื้อแดงคงสู้ไม่ไหวครับ เพราะทหารมีอาวุธหนักกว่ามาก เว้นเสียแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะก่อกวนทหารทางด้านหลังแบบขนมชั้น ทำให้ทหารต้องตัดสินใจหยุดการสลายไว้ก่อน
3.แต่อุดมการณ์แดงนั้นกระจายไปทั่วประเทศแล้ว เลยยังไม่แพ้สงคราม หากโดนสลายเขาก็ลงดิน คนมีอุดมการณ์แรงกล้าไม่กี่พันคนก็สู้กับอำนาจรัฐได้แล้ว นี่ยังไม่รวมแนวร่วมมวลชนมหาศาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่านี้เสียอีกนี่ผ่านมาหลายปีแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
4.ทักษิณหรือเสธ.แดงตายก็หยุดอุดมการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันไกลกว่าตัวบุคคล ไกลกว่าท่อน้ำเลี้ยงไปแล้ว จริงอยู่ว่าหากแกนนำถูกจับ การนำ การสั่งการ และกลไกอื่น ๆ ย่อมต้องสะดุด น่าจะคล้ายกับเมษาปีกลาย แต่ไม่นานก็ก่อรูปมาได้ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่
5.แล้วจะแก้ไขยังไงจึงจะจบให้สวย... เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องทางนิติศาสตร์ หรือ"ถูกใจถือว่าไม่ผิดกฏ แต่ผิดใจก็เปิดกฏ(กะจะเล่นงานมัน) เพราะถ้าไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเลย ขนาดทำอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง ตามข้อ 1 ที่ว่าไว้
6.แล้วเราควรทำตัวยังไง... ปกติท่านทำตัวยังไงล่ะครับ ทุกคนที่ทำตัวอยู่นี้หรือแค่คิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีส่วนในปัญหาที่เราเผชิญอยุ่ทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดแบบว่า "ฉันถูกหรือฉันอยู่เฉย ๆ แกสิผิด" ด้วย ทางแก้นั้นเหลือวิสัยสำหรับคนธรรมดา (ไม่ว่าเชียร์ฝ่ายไหน) ที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเกมต่อสู้คราวนี้ เพราะท่านพอจะสามารถควบคุมตัวเอง แต่ไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้เลย คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ เป็นอย่างที่เป็น ทำอย่างที่ทำนั่นแหละครับ แต่เผื่อหนทางรับแรงกระแทกผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่จะมีต่อท่าน ครอบครัวและเพื่อนฝูงเอาไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้แต่ละคนมีหนทางเหมาะสมต่างกัน
1.จบยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนานครับ เป็นสิบปีทีเดียว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ได้อยู่แยกกันแบบยุคคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ปนกันไปทุกที่ มีวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นเพื่อนกันก็มี แค่นี้จะเอาชนะหรือเปลี่ยนใจกันก็ยากแล้ว ในโลกที่ข่าวสารมากมาย ความเชื่อของคนยิ่งแตกต่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบังคับหรือชักจูงให้คนเชื่อตามฝ่ายตนได้อย่างไร เพราะคนเขาฉลาดทันกันแล้ว
2.ยุทธบริเวณที่ราชประสงค์นั้นรบกันจริง ๆ เสื้อแดงคงสู้ไม่ไหวครับ เพราะทหารมีอาวุธหนักกว่ามาก เว้นเสียแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะก่อกวนทหารทางด้านหลังแบบขนมชั้น ทำให้ทหารต้องตัดสินใจหยุดการสลายไว้ก่อน
3.แต่อุดมการณ์แดงนั้นกระจายไปทั่วประเทศแล้ว เลยยังไม่แพ้สงคราม หากโดนสลายเขาก็ลงดิน คนมีอุดมการณ์แรงกล้าไม่กี่พันคนก็สู้กับอำนาจรัฐได้แล้ว นี่ยังไม่รวมแนวร่วมมวลชนมหาศาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่านี้เสียอีกนี่ผ่านมาหลายปีแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
4.ทักษิณหรือเสธ.แดงตายก็หยุดอุดมการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันไกลกว่าตัวบุคคล ไกลกว่าท่อน้ำเลี้ยงไปแล้ว จริงอยู่ว่าหากแกนนำถูกจับ การนำ การสั่งการ และกลไกอื่น ๆ ย่อมต้องสะดุด น่าจะคล้ายกับเมษาปีกลาย แต่ไม่นานก็ก่อรูปมาได้ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่
5.แล้วจะแก้ไขยังไงจึงจะจบให้สวย... เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องทางนิติศาสตร์ หรือ"ถูกใจถือว่าไม่ผิดกฏ แต่ผิดใจก็เปิดกฏ(กะจะเล่นงานมัน) เพราะถ้าไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเลย ขนาดทำอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง ตามข้อ 1 ที่ว่าไว้
6.แล้วเราควรทำตัวยังไง... ปกติท่านทำตัวยังไงล่ะครับ ทุกคนที่ทำตัวอยู่นี้หรือแค่คิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีส่วนในปัญหาที่เราเผชิญอยุ่ทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดแบบว่า "ฉันถูกหรือฉันอยู่เฉย ๆ แกสิผิด" ด้วย ทางแก้นั้นเหลือวิสัยสำหรับคนธรรมดา (ไม่ว่าเชียร์ฝ่ายไหน) ที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเกมต่อสู้คราวนี้ เพราะท่านพอจะสามารถควบคุมตัวเอง แต่ไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้เลย คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ เป็นอย่างที่เป็น ทำอย่างที่ทำนั่นแหละครับ แต่เผื่อหนทางรับแรงกระแทกผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่จะมีต่อท่าน ครอบครัวและเพื่อนฝูงเอาไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้แต่ละคนมีหนทางเหมาะสมต่างกัน
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553
ว่าด้วยการยึดพื้นที่คืนวันที่ 10 เมษาโศก
พึ่งกลับมาจากงานศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ. พล ร.2 เพื่อนเซ็นต์คาเบรียลตั้งแต่ ป.1 ด้วยกัน เลยมีอารมณ์จะเขียนบล็อกในมุมมองของผมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
ในห้วงวันรณรงค์ ..ขอให้ทุกคนปลอดภัย
ประเทศชาติกำลังเดินมายังจุดที่เปลี่ยนผ่าน (transition) อีกครั้งหนึ่ง ในห้วงตั้งแต่ 12 มี.ค.นี้เป็นต้นไป
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
วีรกรรมเกาะช้าง
พึ่งกลับมาจากการไปถวายพวงมาลาสดุดีวีรกรรมเกาะช้างมาครับ
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
