วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

สวัสดีปีใหม่ทุกท่านครับ

พึ่งกลับมาจากการไปดูงานภาคเหนือ 8 วัน นั่งรถซะเหนื่อยเชียวครับ

พรุ่งนี้ก็จะไปค้างบ้านท่าฉลอมอีก 5 วัน ตัดขาดความวุ่นวายไปอีกระยะหนึ่ง

กลับมาเจอกันหลังปีใหม่นะครับ


ขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกท่านที่ติดตามบล็อกเล็ก ๆ นี้มาครบ 1 ปี ขอให้มีความสุข ปราศจากสิ่งไม่ดีไม่งามตลอดปี 2553 ยันไป 54 เลยนะครับ ผมขออวยพรในแบบที่ผมชอบอวยพรที่สุดก็คือ หากใครให้พรท่านอันใด ผมขอให้พรนั้นคูณ 2 คูณ 10 แด่ท่านยิ่ง ๆ ขึ้นไปครับ

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รับมือปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ

และแล้วรัฐบาลก็กล้าที่จะห้าวใส่ฮุน เซ็น สมดังความตั้งใจของกองเชียร์เสียที แต่การอ้างเหตุผลเรื่องทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ผูกปัญหายุ่งเหยิงที่ตามมาอีกมาก ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาพื้นฐานที่เสียเปรียบกัมพูชาจริงๆ นั้น รัฐบาลจะแก้ได้หรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงเกมบลั๊ฟกันซึ่งไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความได้เปรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในการเมืองภายในประเทศ การรับมือกับปัญหานี้อย่างฉลาด หวังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยไม่สร้างศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นนั้นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำ


รัฐบาลควรตอบโต้เขมรมาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ทหารกัมพูชารุกเข้ายึดพื้นที่ทับซ้อนสามพันไร่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนยอดภูมะเขือ จ่อปืนใหญ่มาทางไทยได้ วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาบรรณาการไปส่งเปล่า ๆ ไม่ใช่การยกเลิกเอ็มโอยูทางทะเล ที่อาจปิดกั้นโอกาสการแสวงประโยชน์ในน้ำมันและก๊าซของกัมพูชา และไม่ใช่การอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว แต่ต้องเป็นการผลักให้เขมรยกทัพออกไปให้ได้ และต้องให้ฮุน เซ็น เลิกการจับจ้องปราสาทตาเหมือนเสียด้วย การทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชานั้นถูกแล้วและหากจำเป็นก็อาจต้องใช้กำลังอย่างจำกัด ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดนที่ควรแล้วเสร็จเสียที จะด้วยวิถีทางใด แลกพื้นที่บางส่วนของกันและกันก็ได้ถ้าจำเป็น



รัฐบาลต้องควบคุมกระแสชาตินิยมให้พอเหมาะ ไม่ใช่คลั่งชาติจนนำไปสู่การไม่ยอมกันของชนในชาติ การมุ่งเป้าไปที่อดีตนายกนั้น รัฐบาลต้องเล็งรับมือกับความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเครือข่ายเสื้อแดงด้วย ปฏิกิริยาเร่งอย่างนี้ ต่อให้มีจุดพลิกผันหรือแตกหักเป็นห้วง ๆ ก็จะไม่มีวันจบลงในระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมขนาดไหน ยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นเช่นไร และจะเหมาะสมกว่าไหมที่จะดำเนินการกับกัมพูชาในแบบที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพอใจทั้งคู่ ไม่ใช่ยิ่งแตกร้าวกันหนักเข้าไปอีก และที่สำคัญคือความรู้สึกหรืออุดมการณ์ใด ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตรงเข้าถึงตัวชาวบ้าน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นอันขาด



ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่าให้ลามไปในด้านอื่น คงต้องเตรียมตัวรับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งจากการค้าการลงทุนในประเทศนี้ และผลกระทบที่ชาติอาจเข้าสู่ภาวะไม่สงบเอาไว้ การตอบโต้ด้วยวาจาแบบเด็ก ๆ เช่น จะสร้างบ้านให้ผู้มีส่วนกับการปลุกกระแสความไม่สงบในพนมเปญเมื่อ 6 ปีก่อนไม่ควรเอ่ย ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับศึกทางตะวันออกควรตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครใช้เป็นข้ออ้างหาประโยชน์เกินจำเป็นได้



ลงท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้เลือกดำเนินการในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติและคนไทยมากกว่าพรรคหรือกลุ่มก้อนใด ๆ

----------------
มองมุมยุทธศาสตร์ คมชัดลึก 11 พ.ย.52 นำลงโดยไม่ตัดทอน

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ทำไมเกาหลีเหนือยังเข้มแข็งนัก

ขอต้อนรับข่าวการจับอาวุธเกาหลีเหนือในไทยเมื่อสุดสัปดาห์ก่อนด้วยบทความวิเคราะห์เกาหลีเหนือ ที่ลงคมชัดลึกเมื่อ 10 พ.ย.นี้


การอยู่ห่างไกลจากสถานการณ์ในพื้นที่และการเลือกรับฟังสื่อด้านเดียวมักนำไปสู่ความเข้าใจที่ตกผลึกว่าสิ่งโน่นหรือที่นั้นต้องเป็นเช่นนี้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเกาหลีเหนือจึงมักเป็นไปในทิศทางที่ว่าประเทศนี้จน ย่ำแย่ ใกล้จะล้มละลาย อดตายกันทั้งประเทศ รัฐบาลเลวร้ายจนใกล้พังทลายเต็มที จริงๆ แล้ว เกาหลีเหนือเป็นเช่นนั้นหรือไม่ก็ไม่แน่ อีกทั้งมีคำถามมากมายที่ตอบด้วยความรู้สึกแล้ว ไม่ค่อยตรงตามตรรกะนัก เช่น ทำไมเกาหลีเหนือยังสามารถมีอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องธรรมดาของชาติที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีอะไรดีสักอย่าง


ทาเคชิ โยโกตะ คอลัมนิสต์ของนิวสวีค พยายามชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราวาดภาพเกาหลีเหนือในย่อหน้าแรกนั้นเป็นแค่ความเชื่อ ประเทศนี้แข็งแกร่งกว่าที่คาด จึงทำให้รัฐบาลเปียงยางที่ดูดรายได้ส่วนใหญ่ของประเทศเอาไปใช้ในกิจการทหารนั้นสร้างกองทัพ รวมทั้งยุทโธปกรณ์ให้เกรียงไกรได้ ที่ว่าเกาหลีเหนือยากจนนั้น แท้จริงมีจีดีพีถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ เติบโตราว 1.5% ต่อปี นับว่าไม่เลวเลย

และที่ว่าโสมแดงปิดประเทศ ดำรงชีพด้วยเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์นั้นก็ไม่จริง เพราะค้าขายกับจีนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จีนลงทุนในธุรกิจเหมืองแร่ เหล็กและอุตสาหกรรมหนักจำนวนมาก การค้าการลงทุนกับจีนที่มีสูงถึง 3 ใน 4 ของการค้าการลงทุนทั้งหมดนั้น ทำให้เกาหลีเหนือไม่โดดเดี่ยว สามารถยืนหยัดต่อการคว่ำบาตรของนานาชาติได้ดี แล้วก็ไม่รู้ว่าคว่ำบาตรกันอีท่าไหน เกาหลีเหนือยังทำการค้ากับชาติได้ตั้งกว่า 150 ประเทศ โดยปีกลายมีการค้าขายเพิ่มขึ้นถึง 30% มีทองคำราว 2 พันตัน อยู่ในลอนดอน ซูริก ฮ่องกง และมีการลงทุนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ทั้งยังมีข้อมูลว่าบริษัทพลังงานของอังกฤษมีสัญญา 20 ปีขุดสำรวจก๊าซธรรมชาติและน้ำมันนอกฝั่งอีกด้วย


กับเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ยุครัฐบาลลี มยอง บัค ที่แยกเขี้ยวเข้าใส่กัน ก็ยังคงไม่มีปัญหาด้านการลงทุน โสมขาวยังไปลงทุนในเขตอุตสาหกรรมแกซอง เขตการลงทุนพิเศษของฝ่ายเหนือกันคึกคัก รายได้ปีละ 35 ล้านดอลลาร์นี้ นายโยโกตะประเมินว่า สามารถสร้างขีปนาวุธพิสัยใกล้ได้เกือบ 10 ลูก นอกจากนี้เกาหลีเหนือยังมีรายได้จากการขายขีปนาวุธให้อิหร่าน ซีเรีย ปากีสถานอีกราว 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้ไม่ต้องพึ่งพาตลาดมืดสักเท่าใด หลักฐานที่ว่าปลอมแบงก์อเมริกันก็ไม่ชัดเจน


จากข้อมูลดังกล่าว เกาหลีเหนือจึงยังอยู่อย่างสบาย กองทัพยังค้ำบัลลังก์ระบอบคิม จองอิล ไปได้อีกนาน ขณะที่ประชาชนก็ไม่ถึงขนาดต้องลุกฮือขึ้นโค่นล้มรัฐบาล แถมอาจจะแข็งแกร่งได้มากกว่านี้อีก ถ้าสหรัฐใช้การทูตแบบใหม่ แบบที่เริ่มใช้กับพม่า มาใช้กับเกาหลีเหนืออย่างจริงจัง

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อดีตเลขาเอกพนมเปญ..คุณได้โอกาสแสดงความเป็นลูกผู้ชายแล้ว

เกิดมาเป็นชายสักชีวิตหนึ่ง ทุกคนต้องอยากจะมีสักครั้งในชีวิตที่ได้แสดงความเป็นแมนออกมาให้สังคมรู้ ว่าตัวนั้นมีจิตวิญญาณที่ห้าวหาญของลูกผู้ชาย ไม่ใช่ไอ้หน้าตัวเมียขี้ขลาด เสียชาติที่เกิดมา

การแสดงความเป็นลูกผู้ชายนั้น ไม่ใช่การท้าตีท้าต่อยกับชาวบ้าน ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อน ไม่ใช่กลั่นแกล้งคนอ่อนแออย่างน่าละอาย และไม่ใช่การอวดเท่โชว์สาว แต่ต้องเป็นการกระทำที่มุ่งไปเพื่อความถูกต้อง ไม่กลัวจะสูญเสียผลประโยชน์หรือแม้แต่ชีวิต ต้องมุ่งเพื่อประโยชน์ของคนอื่นหรือสังคม และถึงหากตัวเองทำผิดพลาดไป อย่างน้อยก็รับผิดอย่างหน้าชื่นตาบาน

กรณีที่คำรบ อดีตเลขานุการเอกพนมเปญ เคยคุยกับศิวรักษ์ วิศวกรที่ติดคุกเขมรอยู่ในเวลานี้ เป็นอย่างไรไม่มีใครรู้ความจริงเท่าพวกคุณ จะเป็นเรื่องของการจัดฉาก หรือการเกลียดชังทักษิณ หรือเรื่องของการพยายามฆ่าคนอย่างต่ำช้า ก็เป็นสิ่งที่มีแต่พวกคุณเท่านั้นที่รู้ และคุณอาจถือสิทธิ์ไม่ต้องเล่าให้ใครฟังก็ช่าง

แต่วันนี้ วันที่ศิวรักษ์โดนคุกนานกว่าเดือน แม่ของเขาร้องไห้ เรียกหาความรับผิดร่วมกับการกระทำของคุณ คุณจะไม่ออกมาพูดอะไรหน่อยหรือ

ออกมาแสดงความเสียใจกับศิวรักษ์ แล้วบอกว่าเขาโกหกก็ได้ ถ้าความจริงมันเป็นเช่นนั้น

ออกมาเล่าความจริงทั้งหมดก็ได้ ถ้าคุณเห็นว่าความจริงคือเกียรติของคน

ออกมายอมรับว่าตนเองร่วมกระทำการกับศิวรักษ์จริง และจะไม่ปล่อยให้เขาต้องติดคุกอย่างโดดเดี่ยว ส่วนคุณจะช่วยเหลือได้เพียงไร ด้านใด ก็ว่าออกมา นี่คือการแสดงความเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง


อย่าเงียบเลยครับ เพราะถึงจะมีคนเห็นด้วยกับการให้คุณอยู่เฉย ๆ สงบในกรมเอเชียตะวันออก เพื่ออะไรก็เเล้วแต่ ถึงในอนาคตกรณีศิวรักษ์จะคลี่คลายไป แต่ชื่อเสียงคุณจะมัวหมองตลอดไป

คุณจะรู้สึกผิดบาปในใจอย่างลึก ๆ ถ้ามีโอกาสได้แสดงความเป็นลูกผู้ชายออกมาแล้วไม่ทำ ตลอดชีวิตของคุณจะหลอนในเรื่องนี้ตลอดไป

ที่สำคัญคือ คุณอยากให้คนรอบข้างที่คุณจะต้องพบเจอ ทำงานด้วย สังคมด้วย ในอีกหลายปีชั่วชีวิตของคุณ เขามองคุณอย่างไร พูดลับหลังคุณอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการแก้ปัญหากรณีที่อื้อฉาวอย่างยิ่งนี้เองครับ

จงเลือกยืนในจุดที่ทุกเช้า คุณมองกระจกแล้วรู้สึกภูมิใจในตนเองเถิดครับ

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมัคร สุนทรเวช เคยถูกลอบสังหารด้วยอาวุธสงคราม รอดหวุดหวิด

ค้นหาเรื่องเก่า ๆ มาเขียน ไปเจอข้อมูลเก่าของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวชเรื่องหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ไม่เคยได้ยินใครกล่าวถึงอีกเลย แต่ก็เป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยโดนส่องด้วยอาวุธสงคราม มันเป็นไปได้ไง

ตอนนั้นเป็นวันที่ 18 มีนาคม 2520 ท่านสมัครเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้หนุ่มฟ้อเชียว สังกัดรัฐบาลเอียงขวาของท่านธานินทร์ กรัยวิเชียน องคมนตรี ท่านสมัครไปตรวจราชการที่ลำปาง คืนนั้นได้ไปออกทีวีช่อง 8 คุยเรื่องนโยบายของกระทรวง

อธิบายเพิ่มเติมนิดหน่อย ตอนนั้นทีวีประเทศไทยไม่ได้รวมศูนย์อยุ่ในกรุงเทพเหมือนทุกวันนี้ จังหวัดใหญ่ ๆ มีทีวีของกรมประชาสัมพันธ์ไปออกอากาศเอง เพราะสัญญาณของทีวีกรุงเทพยังครอบคลุมไม่ได้ทั้งประเทศเลยต้องใช้วิธีนี้ ช่อง 8 ลำปางก็มีการจัดรายการของตนเองบ้าง ถ่ายทอดสัญญาณจากกรุงเทพในบางช่วง หรือนำละครที่เก่า ๆ มาฉายให้ชาวบ้านดูบ้าง เช่นเดียวกับช่อง 11 หาดใหญ่ และอีกหลายจังหวัด


คุยเสร็จราวทุ่มครึ่ง ท่านสมัครและคณะ มีทั้งผู้ว่า ทั้งนายกเทศมนตรี และผู้บัญชาการตำรวจภาค มีกำหนดต้องเลี้ยวซ้ายออกจากสถานี ไปกินขันโตกดินเนอร์ที่โรงเรียนลำปางกัลยาณี แต่ดันมีข่าวว่าเกิดเหตุฆ่ากันตายทางขวา เลยเลี้ยวขวาจะไปดูที่เกิดเหตุ


ก็เพราะเลี้ยวขวานั่นเอง เลยทำให้รอดจากจรวดต่อสู้รถถัง M 72 ที่ดักยิงตรงทางออกสถานีพอดี !!!

เจอเข้าไป 3 ดอก ยังมีระเบิดมืออีก 2-3 ลูก บางลูกก็ด้าน บางลูกก็ตกไปที่บ้านคน พร้อมทั้งเสียงปืนดังถี่ยิบ รถเก๋งของสมัครแล่นหนีไปได้ มีกระจกแตกเพราะเเรงดันระเบิดบ้าง แต่คนปลอดภัย จับมือใครดมไม่ได้ เดาไปต่าง ๆ นานา พบหลักฐานว่ามือสังหารมาซุ่มคอยอยู่นานแล้วเพราะก้นบุหรี่เกลื่อน ส่วนจรวด M 72 นั้น เป็นอาวุธของอเมริกา ทบ.ไทยยังไม่มีใช้ จึงน่าจะลักลอบเอามาจากฝั่งลาว

สรุปว่าเรื่องก็เงียบหายไป เหมือนคดีร้ายแรงกว่านี้อีกมากมาย

วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

สมัคร สุนทรเวช ที่ผมรู้จักและคิดเอาเอง..ลาก่อนครับท่านนายก

หลังจากที่ได้ทราบข่าวอนิจกรรมของท่านสมัคร สุนทรเวช ผมได้งัดงานเขียนที่เกี่ยวกับท่านในบล็อกโอเคเนชั่นมาเสนออีกที เป็นงานที่เขียนเมื่อตอนที่ท่านเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ ๆ เมื่อปลายปี 50 เอามาปรับเล็กน้อยครับ



สมัครสุนทรเวช ที่ผมรู้จักและคิดเอาเอง



มีคนประกาศว่ารออ่านเรื่องนี้เยอะ เพราะผมบอกว่าจะเขียนถึงท่านเมื่อเรื่องที่แล้ว คือ "คุยกับเรือรบครบ 40000 คลิ๊ก" บอกว่าเมื่อท่านได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะเขียนถึง และเรื่องที่จะเขียนนี้ หากใครหวังว่าผมจะด่าเขาเละ หรือว่าเลียจนลิ้นแผล็บ ๆ ก็เปิดข้ามไปเถอะครับ เพราะที่ผมจะเขียนนนี้มาจากความทรงจำ ย่อมไม่มีเรื่องเช่นนั้น และผมก็ไม่ใช่คนแบบนั้น


ผมกับท่านไม่เคยคุยกัน หรือทำงานร่วมกัน ชีวิตนี้เจอกันแค่ 2 ครั้ง แต่ก็ประทับใจ ลองอ่านต่อไปครับ
ท่านเป็นรุ่นพี่เซ็นต์คาเบรียล เหมือนกับพลเอกสุรยุทธ์ นายกรัฐมนตรีคนก่อนนั่นเเหละครับ ผมได้ยินชื่อท่านครั้งแรกก็ตอน ป.4 รุ่นพี่จับเราขึ้นอัฒจันทน์ ซ้อมแปรอักษรเป็นคำเชียร์ ส.ส.หนุ่มผู้หนึ่ง ที่มาเป็นประธานเปิดกีฬาสีของเราในปีนั้น จำได้ว่าซ้อมกันวันละหลายชั่วโมงอยู่หลายวัน ทั้งที่เราตัวกะเปี๊ยก มีโค้ด 10 กว่าโค้ด เป็นอักษรว่า samak บ้าง สมัครบ้าง เป็นถุงมือสีแดงสีขาว แปรกันโคตรเหนื่อย เพื่อสร้างความประทับใจแก่รุ่นพี่ผู้นี้แค่ 20 นาที !!!


วันนั้นท่านสมัคร เล่าประสบการณ์ตนเองที่โรงเรียน ว่าประทับใจครูอาจารย์ทุกคน เพราะตอนเรียนน่ะเกเรมาก โดนเฆี่ยนและทำโทษคุกเข่าหน้าห้องเรียนวันละหลายชั่วโมง แต่ก็รักมาสเตอร์บราเดอร์ทุกคน ผมยังนึกในใจว่าหมอนี่ใช้ได้แฮะ โดนเล่นหนักกว่าเราแต่ยังรักคนทำโทษอีก แบบนี้ตอนนั้นเราเกลียดพวกครูมาก
ท่านสมัครตอนนั้นเป็นฝ่ายขวาเอามาก ๆ เพราะชื่อเสียงหลัง 6 ตุลานั้นดัง ทั้งสวนกับสื่อ ( ผมอ่านหนังสื่อสันดานหนังสือพิมพ์กับสันดานรัฐมนตรีปากหมาทั้งสองเล่ม มันทั้งคู่ ) ทั้งบวกกับพวกคอมมิวนิสต์ อ่านถึงตอนนี้พิจารณาดี ๆ นะครับ ว่าตอนนั้นคนเมืองหลวงกลัวคอมจะยึดประเทศกันหมด ต่างคนต่างเป็นฝ่ายขวาทั้งนั้นแหละ แต่สมัครนั้นมากกว่าคนอื่นหน่อย อย่างไรก็ตาม ช่วง 18-19 ผมฟังวิทยุยานเกราะตลอด ไม่เคยได้ยินว่าสมัครเกี่ยวข้องในเรื่องนี้แต่อย่างใด


โดดมาถึงตอนที่ผมมาเป็นทหารใหม่ ๆ หลังคอมมิวนิสต์สงบแล้ว แต่คนบางกลุ่มยังไม่เชื่อว่าฝ่ายแดงสงบจริง เพราะช่วงนั้นเรายังมีสงครามมืดกับเวียดนามอยู่เลย กลุ่มที่เรียกวา"อภิรักษ์จักรี" ซึ่งประกอบด้วยคนที่เคยเป็นลูกเสือชาวบ้านและชังคอมมิวนิสต์สุดขั้วก็ยังออกมาทำกิจกรรมกันอยู่ แต่ด้วยความขวาจัดทำให้พวกเขาไม่เป็นที่นิยมในวงกว้าง ผมได้รู้จักพวกนี้หลายคน เพราะงานแรกในฐานะร้อยตรีคือกินเหล้าหาข่าวและสร้างสัมพันธ์กับมวลชน ผมพบว่าท่านสมัคร เป็น IDOL หรือขวัญใจของคนขวาจัดเหล่านี้ แต่ไม่ปรากฏว่าท่านสมัครเป็นผู้ชักใยแต่ประการใด


ก้าวมาถึงตอนที่จะเลือกตั้งปี 38 ผมถูกสั่งให้ติดตามการหาเสียงภาคสนามของพรรคการเมืองต่าง ๆ รวมทั้งพรรคประชากรไทยด้วย ตอนนั้นพรรคนี้กระแสตกแล้ว คนไหนปลื้มสมัคร ถือว่าเชย และก็มีคนจำนวนมากเรียกท่านว่า "ไอ้หมัก" คู่กับกับ "ไอ้เหลิม" เพราะมีลีลาพูดได้ยอดเยี่ยมมากในสภา ไม่ใช่เป็นการดูถูกแต่อย่างใด


จำได้ว่าผมไปฟังปราศรัยเพราะหน้าที่ แต่เพื่อนที่ตามไปด้วยเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่รักสมัครอย่างหนัก พอปราศรัยจบก็โดดขึ้นบนเวทีขอถ่ายรูปกับท่าน โดยมีผมเป็นตากล้องอยู่ด้านล่างเวที ถ่ายไปแชะหนึ่งแบบงั้น ๆ เพราะผมไม่ได้ปลื้มอะไรท่าน แต่ก็สังเกตว่าท่านสมัครเป็นคนห่วงใยคน ท่านบอกว่าขอให้ถ่ายอีกมุมที่ชัดกว่า แล้วขยับทั้งท่านและเพื่อนให้ถ่ายมุมสวย ๆ ซึ่งก็มีแค่ท่านกับเพื่อนผมเท่านั้นที่อยู่บนเวที ผมก็บรรจงถ่ายอย่างดี แล้วก็คิดว่าหมอนี่ใช้ได้ไม่ถือตัว



เท่าที่เคยได้ยินมา ผมว่าท่านสมัครเป็นคนปากตรงกับใจ หายากสำหรับนักการเมืองที่เห็นอยู่เวลานี้ อันนี้อาจเป็นเสน่ห์ของสมัคร รักใครรักจริง เกลียดใครเกลียดจริง งูเห่ากราบแทบตายยังไม่ยอมดีด้วย ที่ผมสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือในอดีตนั้น สมัครไม่มีเรื่องเสื่อมเสียทุจริตเลย พึ่งจะมีระยะหลัง ๆ เรื่องรถเก็บขยะบ้างอะไรบ้างนั้นเป็นเรื่องเล็กน้อย หลักฐานไม่พอทั้งนั้น


ผมยอมรับว่าสมัครเป็นคนเก่งอย่างหาตัวจับได้ยากเรื่องประวัติศาสตร์ ประเพณีไทย และสถาบันกษัตริย์ ความรู้เรื่องพวกนี้ถือว่ายอดเยี่ยมกว่าฝีมือทำกับขาวหรือเลี้ยงแมวเสียอีก เพราะท่านอบร่ำกับเรื่องโบราณราชประเพณีนี้กระมัง จึงไม่มีใครยัดข้อหาให้ว่าท่านไม่จงรักภักดี




ผมนั้นไม่ถึงกับเชื่อว่าท่านจะนำนาวาประเทศไทยไปรอด เพราะปัญหาเศรษฐกิจและความแตกแยกทางสังคมมันหนักจริง ๆ แต่ผมว่าท่านต้องตั้งใจเป็นนายกอยู่แล้ว เพราะนี่คือเกียรติภูมิของท่าน ท่านเป็นคนที่มีอัตตาสูงมาก ถึงทักษิณจะมีอิทธิพลมากในพรรคพลังประชาชน แต่ก็ไม่ได้ชักใยสมัครหรอกครับ ทั้งยังอาจต้องยอมตามท่านสมัครเสียด้วย แต่ท่านไม่แทรกแซงใคร และไม่พูดในเรื่องที่ท่านไม่ทราบ

วันนี้ ท่านจากโลกนี้ไปพร้อมทั้งคนรักและคนชัง (ที่คงอโหสิท่าน) สำหรับผม ซึ่งไม่เคยเป็นผู้เชียร์ท่าน จนกระทั่งถึงเมื่อกลางปีที่แล้ว ที่รักน้ำใจในการยืนหยัดสู้กับความไม่ถูกต้องอย่างห้าวหาญ เหมือนที่เคยต่อสู้ถวายพระบาทสมเด็จ ฯ และเพื่อชาติของเรา จนพ้นภัยคอมมิวนิสต์มาได้ ขอให้ดวงวิญญาญของท่านไปสู่สุคติครับ

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ถือผิว แยกความเชื่อ สไตล์ใหม่

ไม่ว่าโลกจะทันสมัยขึ้นเท่าใด ร้อยรัดรู้เรื่องของต่างวัฒนธรรมลุ่มลึกขนาดไหน มนุษย์จำนวนไม่น้อยก็ยังมีจิตใต้สำนึกในเรื่องการถือแบ่งมนุษย์ด้วยกันอยู่นั่นเอง เพียงแต่ว่าอาการของการเหยียดเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์ในปัจจุบันนั้น ต้องทำอย่างมี”ชั้นเฃิง” ไม่งั้นจะถูกมองว่าไม่ศิวิไลซ์ ในสังคมที่ไม่เคร่งครัดเท่าไหร่ อาการนี้จะไม่ค่อยปกปิด แต่ในสังคมตะวันตกที่อ้างว่ายึดถือคุณค่าแห่งสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมกันแล้ว การแสดงออกเรื่องนี้สู่สาธารณะเป็นประเด็นถือสาขนาดหนัก แต่ก็ใช่ว่าไม่มี

ถ้าเปรียบเทียบกับบางชาติในเอเชียที่ชอบพูดเรื่องโจ๊กเกี่ยวกับผิวคล้ำ ตาตี่ หรือบ้านนอกแล้ว ฝรั่งทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะจะถูกมองว่าเป็นพวกเหยียดผิว ฟาสซิสท์ หรือนาซี ไปทันที ทั้งยังโดนทั้งกฏหมายทั้งปทัสฐานสังคมเล่นงานอีกมาก ดังนั้น คนที่ยังยึดถือเรื่องนี้อย่างหนักจึงต้องมีการแสดงออกที่ “เนียน” ขึ้นกว่าในอดีต ที่กำลังเป็นเทรนด์อยู่ในเวลานี้ ก็คือ การปฏิเสธว่าการล้างเผ่าพันธ์ชาวยิวในสมัยฮิตเลอร์นั้นไม่มีจริงหรือเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย (โฮโลคอสต์ ดินายอัล) มีนักเขียน นักการเมืองหลายคนทั้งฝรั่งและอาหรับเจอข้อหาดังกล่าว จริงอยู่ที่ชาวตะวันตกอ้างสิทธิส่วนบุคคลในความคิด แต่หากใครไม่คิดเห็นใจชาวยิวหรือไม่เกลียดชังฮิตเลอร์แล้วล่ะก้อ มีอันโดนปะหน้าว่าเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติทันที คงคล้ายกับการยัดข้อหาไม่รักชาติรักสถาบันให้กับคนบางกลุ่มในประเทศของเรา

สัปดาห์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ที่เหยียดความเชื่ออย่างมีชั้นเชิง 2 เรื่องที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขียนบทความนี้ เรื่องแรกคือ นายเกิร์ต วิลเดอร์ สส.ขวาจัดของฮอลแลนด์จะเดินทางไปอังกฤษตามคำเชิญของสมาชิกสภาขุนนางที่นั่น สื่อมวลชนแสดงความกังขาที่คราวนี้ รมว.มท.ของอังกฤษจะไม่ห้ามเขาเข้าประเทศ ทั้งที่เคยห้ามมาคราวนึงแล้ว วิลเดอร์ ต้องคดีที่ฮอลแลนด์ข้อหาปลุกปั่นให้คนเกลียดชังกัน เนื่องจากเขาพยายามโยงคัมภีร์ของบางศาสนาเข้ากับการก่อการร้าย แล้วถึงขนาดรณรงค์ให้ยกเลิกการสวมผ้าคลุมหน้าของสตรีในศาสนานี้ด้วย แน่นอนว่าวิลเดอร์ต้องอ้างว่าเขารักสงบและไม่ได้ต่อต้านศาสนานี้ เพียงแต่เห็นภัยของกระบวนการนำศาสนานี้รุกคืบเข้าคุกคามสังคมตะวันตก ถึงแม้แนวคิดของวิลเดอร์จะเป็นวิชาการแต่คนทั่วไปก็เห็นว่านี่คือการเหยียดศาสนา

อีกรายคือ นายคีธ บาร์ดเวล ผู้พิพากษาผิวขาวของหลุยเซียน่า ประกาศว่าเขาไม่ยอมรับรองให้คู่สมรสที่มีผิวไม่เหมือนกันจดทะเบียนเด็ดขาด เขาอ้างว่าเห็นใจลูกของคนต่างผิวที่จะเกิดมาแล้วจะไม่ได้รับการยอมรับทั้งสังคมขาวและสังคมดำ ใต้เท่าผู้นี้อ้างว่าเขาไม่ใช่คนเหยียดผิวและอกทะเบียนสมรสให้ขาว-ขาว ดำ-ดำ มานับไม่ถ้วน แต่เขาว่าอยู่สังคมผิวใดก็ผิวนั้น อย่าข้ามสายพันธุ์เป็นดีที่สุด แน่นอนว่ากำลังมีคู่สมรสต่างผิวยื่นฟ้องว่าความเชื่อส่วนตัวของบาร์ดเวลละเมิดกฏหมายสหรัฐ ฯ


คมชัดลึก 16 ตุลาคม 2552