เดี๋ยวนี้ไปไหนมาไหน ผมมักจะได้รับคำถามประเภทที่ว่า "ความขัดแย้งในสังคมไทยนี้มันจะจบยังไง" "ฝ่ายแดงจะแพ้หรือไม่" หรือว่า "คนจะต้องตายกันอีกเยอะเลยหรือ" ขอเอามาตอบรวม ๆ นะที่นี้เลยครับ
1.จบยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าอีกนานครับ เป็นสิบปีทีเดียว เพราะคู่ขัดแย้งไม่ได้อยู่แยกกันแบบยุคคอมมิวนิสต์ แต่อยู่ปนกันไปทุกที่ มีวิถีชีวิตคล้ายกัน เป็นเพื่อนกันก็มี แค่นี้จะเอาชนะหรือเปลี่ยนใจกันก็ยากแล้ว ในโลกที่ข่าวสารมากมาย ความเชื่อของคนยิ่งแตกต่าง ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบังคับหรือชักจูงให้คนเชื่อตามฝ่ายตนได้อย่างไร เพราะคนเขาฉลาดทันกันแล้ว
2.ยุทธบริเวณที่ราชประสงค์นั้นรบกันจริง ๆ เสื้อแดงคงสู้ไม่ไหวครับ เพราะทหารมีอาวุธหนักกว่ามาก เว้นเสียแต่กองกำลังไม่ทราบฝ่ายจะก่อกวนทหารทางด้านหลังแบบขนมชั้น ทำให้ทหารต้องตัดสินใจหยุดการสลายไว้ก่อน
3.แต่อุดมการณ์แดงนั้นกระจายไปทั่วประเทศแล้ว เลยยังไม่แพ้สงคราม หากโดนสลายเขาก็ลงดิน คนมีอุดมการณ์แรงกล้าไม่กี่พันคนก็สู้กับอำนาจรัฐได้แล้ว นี่ยังไม่รวมแนวร่วมมวลชนมหาศาล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีสัดส่วนน้อยกว่านี้เสียอีกนี่ผ่านมาหลายปีแล้ว สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
4.ทักษิณหรือเสธ.แดงตายก็หยุดอุดมการณ์นี้ไม่ได้ เพราะเรื่องนี้มันไกลกว่าตัวบุคคล ไกลกว่าท่อน้ำเลี้ยงไปแล้ว จริงอยู่ว่าหากแกนนำถูกจับ การนำ การสั่งการ และกลไกอื่น ๆ ย่อมต้องสะดุด น่าจะคล้ายกับเมษาปีกลาย แต่ไม่นานก็ก่อรูปมาได้ใหม่ เนื่องจากเงื่อนไขยังอยู่
5.แล้วจะแก้ไขยังไงจึงจะจบให้สวย... เรื่องนี้ต้องมองให้ไกลกว่าเรื่องทางนิติศาสตร์ หรือ"ถูกใจถือว่าไม่ผิดกฏ แต่ผิดใจก็เปิดกฏ(กะจะเล่นงานมัน) เพราะถ้าไม่งั้นก็ไม่มีโอกาสเลย ขนาดทำอย่างนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะจบยังไง ตามข้อ 1 ที่ว่าไว้
6.แล้วเราควรทำตัวยังไง... ปกติท่านทำตัวยังไงล่ะครับ ทุกคนที่ทำตัวอยู่นี้หรือแค่คิดเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็มีส่วนในปัญหาที่เราเผชิญอยุ่ทั้งสิ้น รวมทั้งความคิดแบบว่า "ฉันถูกหรือฉันอยู่เฉย ๆ แกสิผิด" ด้วย ทางแก้นั้นเหลือวิสัยสำหรับคนธรรมดา (ไม่ว่าเชียร์ฝ่ายไหน) ที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับเกมต่อสู้คราวนี้ เพราะท่านพอจะสามารถควบคุมตัวเอง แต่ไม่มีทางควบคุมสถานการณ์ได้เลย คำแนะนำที่ดีที่สุดก็คือ เป็นอย่างที่เป็น ทำอย่างที่ทำนั่นแหละครับ แต่เผื่อหนทางรับแรงกระแทกผลกระทบในด้านต่าง ๆ ที่จะมีต่อท่าน ครอบครัวและเพื่อนฝูงเอาไว้ด้วย ซึ่งตรงนี้แต่ละคนมีหนทางเหมาะสมต่างกัน
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2553
ว่าด้วยการยึดพื้นที่คืนวันที่ 10 เมษาโศก
พึ่งกลับมาจากงานศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รอง เสธ. พล ร.2 เพื่อนเซ็นต์คาเบรียลตั้งแต่ ป.1 ด้วยกัน เลยมีอารมณ์จะเขียนบล็อกในมุมมองของผมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
1.ขอให้คนตายทุกฝ่าย ทั้งเสื้อแดง ทหาร และสื่อมวลชน จงไปสู่สุคติ ภาระหน้าที่ในโลกนี้ของพวกท่านจบลงแล้ว กรรมจะเป็นผู้ชี้ความยุติธรรมในโอกาสต่อไป
2.กองทัพวางแผนผิดพลาดในการบุก แทนที่จะใช้กำลังเวลาสว่างในที่เปิดหัวถนน ดันเคลื่อนกำลังพลเข้าช่องแคบในซอยที่มีตึกสูง โอกาสถูกรุมทำลายมีมาก ที่เป็นเช่นนี้ต้องโทษ"คนหน้าหล่อใจดำ" ที่สั่งให้ยึดพื้นที่ให้ได้ แม้ว่าจะมืดแล้วก็ตาม ผลเลยสูญเสียด้วยอาวุธหนักอย่างที่เห็น
3.การตัดสัญญาณพีเพิลเเชลเเนลไม่ทำให้ช่องทางสื่อสารของเสื้อแดงลดลงเลย ความจริง TV ยุคนี้ไม่ได้มีค่าเเค่สื่อสาร แต่มีค่าในเชิง"ปฏิบัติการข่าวสาร" (Information Operation) ซะมากกว่า ในเมื่อตัดการสื่อสารไม่ได้ เมื่อมีการพยายามปราบผู้ชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงระดมกำลังมาได้รวดเร็ว หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ใช้อาวุธจึงมาทัน 1 ทุ่มของคืนนั้น
4.พลเรือนตาย 16 คนด้วยอำนาจกระสุน M-16 เป็นหลัก รัฐบาลพยายามขอให้ประชาชนเชื่อว่า เสื้อแดงยิงกันเอง ทหารไม่ใช้อาวุธสงคราม แต่คนเสื้อแดงไม่มีวันเชื่อหรอก และพวกเขาจะล้างแค้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ดังนั้นข้อเสนอที่ให้อภิสิทธิ์ห่วงความปลอดภับลูกเมียตนเอง ออกนอกประเทศไปซะ จึงสมเหตุสมผลยิ่ง
5.กองกำลังติดอาวูธที่มาช่วยเสื้อแดงจะเป็นกองกำลัง trackII ของทักษิณ หรือเป็นมือที่ 3 นั้นไม่สามารถรู้ได้เวลานี้ แต่ถ้าถามว่ามีความชอบธรรมในการใช้อาวุธไหม คนเสื้อแดงจะไล่ให้คนถามย้อนไปอ่านข้อ 4 อย่าลืมว่าเมื่อการปะทะเกิดขึ้น ฝ่ายหนึ่งใช้กำลัง อีกฝ่ายถ้าไม่ยอมแพ้ ก็ต้องสู้ด้วยกำลังทุกอย่างที่มี
6.การที่กองทัพสั่งการให้ พล.ร.2 ออกศึก นั้นมีนัยสำคัญ เพราะกองพลนี้มีประวัติในการปราบเสื้อแดงปีกลาย ในขณะที่หน่วยอื่นไม่กล้าใช้กำลัง ดังนั้น เมื่อฝ่ายกองกำลังติดอาวุธใช้ M-79 ยิงเข้าเต๊นท์ผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นจุดศูนย์ดุลทางยุทธวิธิ ( Tactical Center of Gravity) ทำให้ผู้บังคับบัญชาเจ็บตายยกแผง ทหารที่เหลืออยู่จึงทำการรบต่อไม่ได้ ต้องล่าถอยนำคนเจ็บระดับ ผบ.กลับก่อน
7.ถ้ากองพลที่ร่นถอยไม่ใช่ พล.ร.2 มีหวังไม่เกินครึ่ง ชม. กำลังระลอก 2 ของกองทัพออกมารบด้วยอาวุธหนักกว่าเดิมแน่ แต่พอหมดกองพลนี้ก็หมดตัว ศอฉ.จึงออกมาขอหย่าศึก และในเมื่อไม่มีกำลังที่จะกล้ายึดพื้นที่โดยใช้กำลังแบบ พล.ร 2 อีก กองทัพเลยขอกลับกรมกองในวันถัดมา เลิกคิดสลายชุมนุม แม้ว่าอภิสิทธิ์จะอยากทำต่อ
8.ในคืนนั้นฝ่ายเสื้อแดงไม่รู้ความจริงว่าทหารที่เจ็บตายคือใคร มีความสำคัญอย่างไร จึงยอมรับการหย่าศึก ที่ไม่รู้เพราะกองทัพปิดข้อมุลรายชื่อการสูญเสียกำลังพลไว้ 1 คืน นี่ถ้าเสื้อแดงรู้ว่าพล ร.2 สุญเสียขนาดนี้ เสื้อแดงอาจลุยต่อที่ ราบ 11 ทุกอย่างจบลงคืนนั้นก็ได้ ในเมื่อคืนนั้นไม่รู้ เลยเกรงเจอกำลังระลอกสองของฝ่ายทหาร
9.โอกาสที่จะเกิดการสลายม็อบนั้นยาก ยังไงรัฐบาลคงต้องยุบสภาแน่ คนตายมากขนาดนี้อยู่ไปได้ไม่นานหรอก แต่ที่น่ากลัวคือ การลอบสังหารจะเกิดขึ้น ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธยังมีเสรีในการปฏิบัติ เสื้อแดงที่โกรธแค้นมีอาวุธหลายหลาก ปืนกลรถสายพานลำเลียงพลยังมีเลย M-16 อีกเป็นร้อย ของที่ยึดได้พวกนี้คืนให้รัฐไม่ครบแน่ พวกเสื้อเหลืองต้องระวังให้ดี ในยามที่ดูเหมือนจะสงบ ขณะที่ฝ่ายบูรพาพยัคฆ์ก็คงล้างแค้นในทางลับต่อพวกกองกำลังติดอาวุธ
จบตอนแค่นี้ก่อน
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
ในห้วงวันรณรงค์ ..ขอให้ทุกคนปลอดภัย
ประเทศชาติกำลังเดินมายังจุดที่เปลี่ยนผ่าน (transition) อีกครั้งหนึ่ง ในห้วงตั้งแต่ 12 มี.ค.นี้เป็นต้นไป
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
ไม่ขอทำนายว่าใครจะชนะแพ้ ใครจะได้รับผลกระทบทั้งชีวิต ทรัพย์สินและจิตใจอะไรบ้าง แต่ขอเอาใจช่วย "คนธรรมดา" ของทั้งสองฝ่าย
เอาใจช่วย ไม่ได้หมายถึงเชียร์ทั้งฝ่ายแดงฝ่ายอำมาตย์ให้ตีกันเข้าไป หรือ "ชนะไหนฉันเฮด้วย"
แต่หมายถึงขอให้คนที่ออกไปในสนาม ปลอดภัย
ไม่ต้องไปภาวนาให้แกนนำเสื้อแดง เสื้อเหลือง ทหาร อำมาตย์ หรือรัฐบาล เพราะพวกเขาต้องรับความเสี่ยงอยู่แล้ว พวกเขาขับเคลื่อนสังคมมาจนถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องรับสถานการณ์ที่จะเกิดกับตนเองได้ ขอให้คนที่คิดจะทำเพื่อชาติ ประชาชน ประชาธิปไตยและความยุติธรรม ที่เเท้จริงเป็นผู้ชนะก็แล้วกัน
แต่สำหรับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงที่ตากแดดออกมาสู้เพื่อประชาธิปไตย หรือทหารตำรวจชั้นผู้น้อยที่ออกมาทำงานเพื่อหน้าที่ หรือแม้แต่ประชาชนธรรมดาที่ไม่ใช่สองพวกนี้แต่ได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่ว่าอย่างใด
ขอให้พวกเขาปลอดภัยกันทุกคน ไม่ต้องเสียชีวิต เสียทรัพย์ กลับบ้านได้ ปลอดภัยกันทุกคนครับ
วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553
วีรกรรมเกาะช้าง
พึ่งกลับมาจากการไปถวายพวงมาลาสดุดีวีรกรรมเกาะช้างมาครับ
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
โดยเดินทางโดย ร.ล.คลองใหญ่ ไปถึงจุดบริเวณระหว่างเกาะสลักกับเกาะลิ่ม ที่ซึ่งต้นเรือพยายามลาก ร.ล.ธนบุรีเข้ามาเกยตื้น หลังรบจนสุดใจจนตายเกือบทั้งลำเมื่อเช้า 17 มากราคม 2484
ผมถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มีโอกาสมาสักการะสถานที่วีรชนไทยต่อสู่ยันไม่ให้อริราชศัตรูรุกเข้ามาได้
วันนี้เลยนำบทความที่ตีพิมพ์ในคมชัดลึกปี 53 นี้เองมาลงไว้เสียหน่อยว่า สงครามยุทธนาวีในวันนั้นสำคัญอย่างไรต่อชาติของเรา
--------------------
วันนี้เป็นวันครบรอบ 69 ปีของหนึ่งในยุทธภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของชาติเรา แม้ว่าวันนั้นฝ่ายเราไม่ได้กลับขึ้นฝั่งในฐานะผู้ชนะ แต่กลับมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งไม่น้อยกว่าวันอื่นที่เราไล่เข่นฆ่าศัตรูพ้นจากการรุกรานประเทศ ทุกวันนี้ไม่มีใครลืมยุทธนาวีที่เกาะช้างที่กองเรือที่ด้อยกว่าของเราต้องจมให้กับกระสุนของฝรั่งเศสถึง 3 ลำ พร้อมผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก แต่การสู้รบเพียงไม่ถึง 3 ชั่วโมงนี้เองทำให้ฝรั่งเศสเสียแผนทางยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ และไทยสามารถผนึกครองอินโดจีนเป็นครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์อีกด้วย
บทบาทกองทัพเรือในสงครามโลกครั้งที่ 2 ค่อนข้างน้อย เรื่องที่พอจดจำได้คือการเสี่ยงตายในทางสนับสนุนการรบ เช่น รล.มัจฉานุและ รล.วรุณ ซึ่งเป็นเรือดำน้ำช่วยปั่นไฟแทนโรงไฟฟ้าวัดเลียบที่โดนทิ้งระเบิด และที่ได้ตายจริง ๆ คือ รล.สมุย ถูกจมขณะไปลำเลียงน้ำมันสิงคโปร์มาให้ประเทศที่กำลังขาดแคลนเชื้อเพลิง ทำให้ทหารเรือต้องพลีชีพถึง 31 นาย เหตุที่บทบาทค่อนข้างน้อยเพราะ ยกเว้นกับกองเรือฝรั่งเศสแล้ว ทหารเรือไม่ได้รบกับทั้งญี่ปุ่นในอเมริกาอย่างจังหน้าไม่ว่าจะเป็นน่านน้ำฝั่งไหน แม้แต่การยกพลขึ้นบก 7 จุดของญี่ปุ่นเมื่อเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค.2484 ทหารญี่ปุ่นก็ไม่ได้เข้าเขตของทหารเรือ เลยไม่ปรากฎวีรกรรมที่น่ายกย่องเหมือนทหารและพลเรือนในจุดอื่นที่เมื่อถึงเวลาคับขันแล้ว เลือดไทยย่อมพร้อมสละได้เพื่อสิ่งที่หวงแหนมากกว่าครอบครัวและชีวิตตนเอง นั่นคืออธิปไตยของชาติ
วันที่ 17 มกราคม 2484 ทหารเรือไทยได้กระทำชาติพลีอย่างสมค่าควรศักดิ์ศรี ในเวลานั้นไทยได้รบฝรั่งเศสมาระยะนึงแล้วเพื่อทวงดินแดนฝั่งลาวและเขมรคืนมา กำลังทางอากาศและทางบกของเรารุกไล่ฝรั่งเศสที่การส่งกำลังบำรุงไม่สมบูรณ์ เพราะประเทศแม่ตกเป็นเมืองขึ้นเยอรมันไปตั้งแต่เมื่อครึ่งปีก่อน แต่สำหรับกำลังทางเรือนั้น ฝรั่งเศสยังมีสมบูรณ์กว่าไทยมากและหวังจะล่องเข้ามาโจมตีจุดยุทธศาสตร์ถึงกรุงเทพเพื่อเปลี่ยนชะตากรรมของสงครามจากการเป็นรองไทยมาเป็นชัยชนะ แต่ รล.ธนบุรี รล.สงขลา และรล.ชลบุรี ได้เข้าต่อตีสกัดกั้นไว้ทางด้านใต้ของเกาะช้าง ด้วยกำลังที่ต่างกันมากทำให้ฝ่ายเราสูญเสียเรือทั้งหมดที่ทำการรบ หากจะว่าพ่ายแพ้ก็ไม่ใช่ เพราะเรือของฝรั่งเศสเป็นฝ่ายผละถอยไปจมไปซ่อมนอกสมรภูมิเสียหลายลำ และไม่สามารถจัดกำลังรุกเข้าน่านน้ำไทยได้อีกเลย จนสิ้นสงครามอินโดจีน พ.ค.ปีนั้นซึ่งฝรั่งเศสต้องยอมยกดินแดนให้เราหลายพื้นที่
ในห้วงเวลาที่คนของกองทัพบางส่วนแตกแยกกันเป็นฝักฝ่าย ความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหารมีความกังขา หวังว่าทุกคนจะหวนระลึกได้ว่าเมื่อถึงวันที่วิกฤตอย่างยิ่ง เช่นวันที่กล่าวมาแล้วเมื่อกว่าค่อนศตวรรษนั้น บรรพบุรุษผู้สวมเครื่องแบบของเราเคยสละชีพเพื่อคนส่วนใหญ่ชองชาติอย่างไร และบรรพบุรุษผู้อยู่แนวหลังของเราเคยตื้นตันใจ เชียร์ทหารของชาติให้สู้เพื่อความเป็นไทอย่างไร
วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
หากอำมาตย์ล้ำลึกจริง ต้องไม่ยึดทรัพย์ทักษิณ
พรุ่งนี้แล้ววันตัดสินชะตากรรมเงินจำนวนหนึ่งของทักษิณ ที่บางฝ่ายคิดว่ามาก
ถ้าเกิดยึดทรัพย์ทักษิณได้ บางคนเห็นว่านั่นคือวันมหาประชาปิติ ดีใจที่เอาเงินของเขามาเข้ารัฐได้ 75 เปอร์เซ็นต์ เข้ากะเป๋ากันเองอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกหลายคนกลับเห็นว่าเป็นวันมหาประชาวิปโยค ที่ระบบตุลาการเมืองไทยเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
แต่หากให้ฉลาด อำมาตย์อย่ายึดทรัพย์ทักษิณ เพราะมีประเด็น 3 ข้อที่กล่าวไปแล้วเมื่อบทก่อน
ส่วนประเด็นที่เด็ดขาดจริงๆ คือ การกอบกู้ภาพลักษณ์ระบอบตุลาการภิวัตน์ขึ้นมาใหม่
ถ้าปล่อยทรัพย์ทักษิณหนนี้ เสื้อแดงก็หมดโอกาสอ้างว่าตุลาการเข้าข้างอำมาตย์ เพราะขนาดเงินตั้งเกือบแสนล้านอำมาตย์ยังตัดสินอย่างยุติธรรมเลย ว่าเข้านั่น
แล้วค่อยไปเก็บคืนกับคดีต่าง ๆ อย่างสบายใจเฉิบ ใครหาว่า 2 มาตรฐาน ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่จริง โดยดูคดี 76000 ล้ายศาลยังตัดสินเป็นคุณกับฝ่ายทักษิณเลย เห็นไหมเล่า
เจอเข้าอย่างนี้ เสื้อแดงเห็นจะตาปริบ ๆ ต่อการลากยาวของคดีปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ รุกเขายายเที่ยง และอีกร้อยแปด
แต่ถ้าหากอำมาตย์อยากให้ความรู้สึก 2 มาตรฐานเด่นชัด ก็รุกยึดทรัพย์ทักษิณเลย จุดพลิกผันจะได้มาถึงไวไว สะใจคอซาดิสท์
ถ้าเกิดยึดทรัพย์ทักษิณได้ บางคนเห็นว่านั่นคือวันมหาประชาปิติ ดีใจที่เอาเงินของเขามาเข้ารัฐได้ 75 เปอร์เซ็นต์ เข้ากะเป๋ากันเองอีก 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกหลายคนกลับเห็นว่าเป็นวันมหาประชาวิปโยค ที่ระบบตุลาการเมืองไทยเป็นไปได้ถึงขนาดนั้น
แต่หากให้ฉลาด อำมาตย์อย่ายึดทรัพย์ทักษิณ เพราะมีประเด็น 3 ข้อที่กล่าวไปแล้วเมื่อบทก่อน
ส่วนประเด็นที่เด็ดขาดจริงๆ คือ การกอบกู้ภาพลักษณ์ระบอบตุลาการภิวัตน์ขึ้นมาใหม่
ถ้าปล่อยทรัพย์ทักษิณหนนี้ เสื้อแดงก็หมดโอกาสอ้างว่าตุลาการเข้าข้างอำมาตย์ เพราะขนาดเงินตั้งเกือบแสนล้านอำมาตย์ยังตัดสินอย่างยุติธรรมเลย ว่าเข้านั่น
แล้วค่อยไปเก็บคืนกับคดีต่าง ๆ อย่างสบายใจเฉิบ ใครหาว่า 2 มาตรฐาน ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่จริง โดยดูคดี 76000 ล้ายศาลยังตัดสินเป็นคุณกับฝ่ายทักษิณเลย เห็นไหมเล่า
เจอเข้าอย่างนี้ เสื้อแดงเห็นจะตาปริบ ๆ ต่อการลากยาวของคดีปิดสนามบิน ยึดทำเนียบ รุกเขายายเที่ยง และอีกร้อยแปด
แต่ถ้าหากอำมาตย์อยากให้ความรู้สึก 2 มาตรฐานเด่นชัด ก็รุกยึดทรัพย์ทักษิณเลย จุดพลิกผันจะได้มาถึงไวไว สะใจคอซาดิสท์
วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
เป็นไปได้ไหม ทักษิณจะไม่ถูกยึดทรัพย์
ผมจะไปดูงานภาคตะวันออกสัปดาห์หนึ่ง คงกลับมาพร้อมกับการตัดสินของศาลว่าจะยึดทรัพย์อดีตนายกทักษิณ ชินวัตร 76000 ล้านหรือไม่ ใน 26 ก.พ.
ถ้าไม่มีการเลื่อน วันนั้นคงเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยอีกวันหนึ่ง
คนที่รู้จักทั้งฝ่ายเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าคงยึดทั้งหมด อีก 7-8 เปอร์เซ็นต์ ว่ายึดไม่หมดหรอก มีแค่หยิบมือที่กล้าบอกว่า ทักษิณคงหลุด ไม่โดนยึดทรัพย์
แม้จะมีหลักฐานชี้ไปในทางที่ว่างานนี้ทักษิณ ไม่น่ารอด แต่ขอผมพิจารณาแหกธงหน่อยนึงเถอะ
ที่ว่าทักษิณอาจไม่โดนยึดทรัพย์ นั้นไม่ใช่ว่าศาลเกิดมีไอเดียว่าทักษิณไม่ผิด หรือเป็นผลพวงจากดำรัสในหลวงเมื่อไม่นานมานี้ แต่เพราะว่า ฝ่ายอำมาตย์ยังไม่จำเป็นต้องเล่นงานทักษิณแรงขนาดนี้
1. ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์และเสื้อเหลืองเชียร์ให้ยึดทรัพย์เลย พวกเขาย่อมเผื่อใจไว้ด้วยว่าหากยึดคงเกิดความรุนแรง เพียงแต่พวกเขาคิดว่าคงรับมือได้ แต่ฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อเดียวน้อยเปอร์เซ็นต์กับสองพวกแรงนั้นน่าจะคิดไกลกว่า เพราะ "ดุลยภาพบนความขัดแย้ง" เป็นสิ่งที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องการสูงสุด นั่นคือขัดแย้งได้ แต่หากเกินเลยไปจนถึงขั้นจลาจล อำมาตย์จะได้รับผลกระทบมากมาย เขาจะยอมหรือ
2. อำมาตย์ยังมีกลไกอีกมากที่จะเล่นงานทักษิณ ยึดทรัพย์เท่านี้ไม่กระเทือนทักษิณ เพราะทักษิณไม่ได้ใช้เงินตรงนี้มานานแล้ว ไม่ได้ทำลายความหวังทักษิณ เพราะทักษิณยังมีความหวังในชัยชนะอนาคต ซึ่งหากเขาชนะทุกอย่างก็ได้คืนหมด ดังนั้นฝ่ายอำมาตย์ต่อให้ก่อนก็ได้
3. ยึดเงินนั้นเป็นการแตกหัก แต่การปล่อยเงินหรือดึงไว้ก่อนเป็นหมากเเห่งการรอมชอม อย่านึกว่าอำมาตย์จะไม่เล่นมุกนี้ ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ แล้วแต่การเจรจาทั้งนั้น แม้ว่าในทางเปิดฝ่ายอำมาตย์จะพยายามเล่นงานทักษิณมาหลายปี แต่ในทางลับการต่อรองหาจุดลงตัวยังมีอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์การไม่โดนยึดทรัพย์นั้นน้อยกว่ามาก เเละหากยึดทรัพย์ไปก็ไม่มีใครแปลกใจ เพราะคาดเดาอยู่แล้ว แต่ที่คาดเดาไม่ถึงก็แล้ว ฉากต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น วุ่นวายโกลาหลขนาดไหน หรือเงียบสงบ แล้วฉากที่เกิดขึ้นนี้จะไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
ถ้าไม่มีการเลื่อน วันนั้นคงเป็นจุดเปลี่ยนประเทศไทยอีกวันหนึ่ง
คนที่รู้จักทั้งฝ่ายเสื้อแดง-เสื้อเหลือง ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ เห็นว่าคงยึดทั้งหมด อีก 7-8 เปอร์เซ็นต์ ว่ายึดไม่หมดหรอก มีแค่หยิบมือที่กล้าบอกว่า ทักษิณคงหลุด ไม่โดนยึดทรัพย์
แม้จะมีหลักฐานชี้ไปในทางที่ว่างานนี้ทักษิณ ไม่น่ารอด แต่ขอผมพิจารณาแหกธงหน่อยนึงเถอะ
ที่ว่าทักษิณอาจไม่โดนยึดทรัพย์ นั้นไม่ใช่ว่าศาลเกิดมีไอเดียว่าทักษิณไม่ผิด หรือเป็นผลพวงจากดำรัสในหลวงเมื่อไม่นานมานี้ แต่เพราะว่า ฝ่ายอำมาตย์ยังไม่จำเป็นต้องเล่นงานทักษิณแรงขนาดนี้
1. ขณะที่ฝ่ายประชาธิปัตย์และเสื้อเหลืองเชียร์ให้ยึดทรัพย์เลย พวกเขาย่อมเผื่อใจไว้ด้วยว่าหากยึดคงเกิดความรุนแรง เพียงแต่พวกเขาคิดว่าคงรับมือได้ แต่ฝ่ายอำมาตย์ ซึ่งไม่ได้เป็นเนื้อเดียวน้อยเปอร์เซ็นต์กับสองพวกแรงนั้นน่าจะคิดไกลกว่า เพราะ "ดุลยภาพบนความขัดแย้ง" เป็นสิ่งที่ฝ่ายอำมาตย์ต้องการสูงสุด นั่นคือขัดแย้งได้ แต่หากเกินเลยไปจนถึงขั้นจลาจล อำมาตย์จะได้รับผลกระทบมากมาย เขาจะยอมหรือ
2. อำมาตย์ยังมีกลไกอีกมากที่จะเล่นงานทักษิณ ยึดทรัพย์เท่านี้ไม่กระเทือนทักษิณ เพราะทักษิณไม่ได้ใช้เงินตรงนี้มานานแล้ว ไม่ได้ทำลายความหวังทักษิณ เพราะทักษิณยังมีความหวังในชัยชนะอนาคต ซึ่งหากเขาชนะทุกอย่างก็ได้คืนหมด ดังนั้นฝ่ายอำมาตย์ต่อให้ก่อนก็ได้
3. ยึดเงินนั้นเป็นการแตกหัก แต่การปล่อยเงินหรือดึงไว้ก่อนเป็นหมากเเห่งการรอมชอม อย่านึกว่าอำมาตย์จะไม่เล่นมุกนี้ ทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้ แล้วแต่การเจรจาทั้งนั้น แม้ว่าในทางเปิดฝ่ายอำมาตย์จะพยายามเล่นงานทักษิณมาหลายปี แต่ในทางลับการต่อรองหาจุดลงตัวยังมีอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม เปอร์เซ็นต์การไม่โดนยึดทรัพย์นั้นน้อยกว่ามาก เเละหากยึดทรัพย์ไปก็ไม่มีใครแปลกใจ เพราะคาดเดาอยู่แล้ว แต่ที่คาดเดาไม่ถึงก็แล้ว ฉากต่อจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น วุ่นวายโกลาหลขนาดไหน หรือเงียบสงบ แล้วฉากที่เกิดขึ้นนี้จะไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร
วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
นายกไทยกับนายกกัมพูชา กำลังทะเลาะกันอย่างหนัก และมีทีท่าว่าจะลากเอาส่วนอื่นของประเทศเข้าสู่กลไกความขัดแย้งด้วย วันนี้จะขอนำบทความที่นำลงเมื่อ 15 พฤศจิกายน ตอนที่รัฐบาลพลิกกลับจากการหงอให้ฮุน เซ็น มาเป็นโกรธกริ้ว เพียงเพราะทักษิณไปเป็นที่ปรึกษาฝ่ายโน้น
ความห้าวที่ผิดกาละเทศะส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ ทางแก้ไม่ใช่การกลับไปหงอใหม่ ไม่ใช่การลุยทุกรูปแบบ และไม่ใช่การเอะอะอะไรก็เพ้อแต่คำว่าทักษิณ แต่ควรจะทำยังไงนั้นอ่านดูแบบไม่ตัดทอนเถอะครับ
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
และแล้วรัฐบาลก็กล้าที่จะห้าวใส่ฮุน เซ็น สมดังความตั้งใจของกองเชียร์เสียที แต่การอ้างเหตุผลเรื่องทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ผูกปัญหายุ่งเหยิงที่ตามมาอีกมาก ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาพื้นฐานที่เสียเปรียบกัมพูชาจริงๆ นั้น รัฐบาลจะแก้ได้หรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงเกมบลั๊ฟกันซึ่งไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความได้เปรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในการเมืองภายในประเทศ การรับมือกับปัญหานี้อย่างฉลาด หวังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยไม่สร้างศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นนั้นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำ
รัฐบาลควรตอบโต้เขมรมาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ทหารกัมพูชารุกเข้ายึดพื้นที่ทับซ้อนสามพันไร่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนยอดภูมะเขือ จ่อปืนใหญ่มาทางไทยได้ วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาบรรณาการไปส่งเปล่า ๆ ไม่ใช่การยกเลิกเอ็มโอยูทางทะเล ที่อาจปิดกั้นโอกาสการแสวงประโยชน์ในน้ำมันและก๊าซของกัมพูชา และไม่ใช่การอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว แต่ต้องเป็นการผลักให้เขมรยกทัพออกไปให้ได้ และต้องให้ฮุน เซ็น เลิกการจับจ้องปราสาทตาเหมือนเสียด้วย การทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชานั้นถูกแล้วและหากจำเป็นก็อาจต้องใช้กำลังอย่างจำกัด ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดนที่ควรแล้วเสร็จเสียที จะด้วยวิถีทางใด แลกพื้นที่บางส่วนของกันและกันก็ได้ถ้าจำเป็น
รัฐบาลต้องควบคุมกระแสชาตินิยมให้พอเหมาะ ไม่ใช่คลั่งชาติจนนำไปสู่การไม่ยอมกันของชนในชาติ การมุ่งเป้าไปที่อดีตนายกนั้น รัฐบาลต้องเล็งรับมือกับความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเครือข่ายเสื้อแดงด้วย ปฏิกิริยาเร่งอย่างนี้ ต่อให้มีจุดพลิกผันหรือแตกหักเป็นห้วง ๆ ก็จะไม่มีวันจบลงในระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมขนาดไหน ยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นเช่นไร และจะเหมาะสมกว่าไหมที่จะดำเนินการกับกัมพูชาในแบบที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพอใจทั้งคู่ ไม่ใช่ยิ่งแตกร้าวกันหนักเข้าไปอีก และที่สำคัญคือความรู้สึกหรืออุดมการณ์ใด ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตรงเข้าถึงตัวชาวบ้าน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นอันขาด
ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่าให้ลามไปในด้านอื่น คงต้องเตรียมตัวรับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งจากการค้าการลงทุนในประเทศนี้ และผลกระทบที่ชาติอาจเข้าสู่ภาวะไม่สงบเอาไว้ การตอบโต้ด้วยวาจาแบบเด็ก ๆ เช่น จะสร้างบ้านให้ผู้มีส่วนกับการปลุกกระแสความไม่สงบในพนมเปญเมื่อ 6 ปีก่อน (หมายถึง สมรังสี) นั้นไม่ควรเอ่ย ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับศึกทางตะวันออกควรตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครใช้เป็นข้ออ้างหาประโยชน์เกินจำเป็นได้
ลงท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้เลือกดำเนินการในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติและคนไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มก้อนใด ๆ
ความห้าวที่ผิดกาละเทศะส่งผลกระทบมาจนถึงทุกวันนี้ ทางแก้ไม่ใช่การกลับไปหงอใหม่ ไม่ใช่การลุยทุกรูปแบบ และไม่ใช่การเอะอะอะไรก็เพ้อแต่คำว่าทักษิณ แต่ควรจะทำยังไงนั้นอ่านดูแบบไม่ตัดทอนเถอะครับ
รับมือกับปัญหากัมพูชาอย่างมีสติ
และแล้วรัฐบาลก็กล้าที่จะห้าวใส่ฮุน เซ็น สมดังความตั้งใจของกองเชียร์เสียที แต่การอ้างเหตุผลเรื่องทักษิณนั้นเป็นเรื่องที่ผูกปัญหายุ่งเหยิงที่ตามมาอีกมาก ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาพื้นฐานที่เสียเปรียบกัมพูชาจริงๆ นั้น รัฐบาลจะแก้ได้หรือเปล่า หรือว่านี่เป็นเพียงเกมบลั๊ฟกันซึ่งไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นอกจากความได้เปรียบของพรรคประชาธิปัตย์ในการเมืองภายในประเทศ การรับมือกับปัญหานี้อย่างฉลาด หวังแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยไม่สร้างศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นนั้นคือสิ่งที่ผู้มีอำนาจควรทำ
รัฐบาลควรตอบโต้เขมรมาตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ทหารกัมพูชารุกเข้ายึดพื้นที่ทับซ้อนสามพันไร่ ไม่ใช่ปล่อยให้พวกเขาตั้งมั่นอยู่บนยอดภูมะเขือ จ่อปืนใหญ่มาทางไทยได้ วิธีการแก้ไขปัญหาไม่ใช่การเอาบรรณาการไปส่งเปล่า ๆ ไม่ใช่การยกเลิกเอ็มโอยูทางทะเล ที่อาจปิดกั้นโอกาสการแสวงประโยชน์ในน้ำมันและก๊าซของกัมพูชา และไม่ใช่การอ้างสิทธิเหนือปราสาทพระวิหารที่เสียไปแล้ว แต่ต้องเป็นการผลักให้เขมรยกทัพออกไปให้ได้ และต้องให้ฮุน เซ็น เลิกการจับจ้องปราสาทตาเหมือนเสียด้วย การทบทวนความช่วยเหลือกัมพูชานั้นถูกแล้วและหากจำเป็นก็อาจต้องใช้กำลังอย่างจำกัด ควบคู่ไปกับการปักปันเขตแดนที่ควรแล้วเสร็จเสียที จะด้วยวิถีทางใด แลกพื้นที่บางส่วนของกันและกันก็ได้ถ้าจำเป็น
รัฐบาลต้องควบคุมกระแสชาตินิยมให้พอเหมาะ ไม่ใช่คลั่งชาติจนนำไปสู่การไม่ยอมกันของชนในชาติ การมุ่งเป้าไปที่อดีตนายกนั้น รัฐบาลต้องเล็งรับมือกับความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเครือข่ายเสื้อแดงด้วย ปฏิกิริยาเร่งอย่างนี้ ต่อให้มีจุดพลิกผันหรือแตกหักเป็นห้วง ๆ ก็จะไม่มีวันจบลงในระยะเวลาอันสั้น ไม่รู้ว่ารัฐบาลเตรียมพร้อมขนาดไหน ยุทธศาสตร์ระยะยาวเป็นเช่นไร และจะเหมาะสมกว่าไหมที่จะดำเนินการกับกัมพูชาในแบบที่ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลืองพอใจทั้งคู่ ไม่ใช่ยิ่งแตกร้าวกันหนักเข้าไปอีก และที่สำคัญคือความรู้สึกหรืออุดมการณ์ใด ๆ นั้นเป็นคนละเรื่องกับความจริงที่ตรงเข้าถึงตัวชาวบ้าน เช่น ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมไปได้ รัฐบาลต้องไม่ลืมให้น้ำหนักกับประเด็นนี้เป็นอันขาด
ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่าให้ลามไปในด้านอื่น คงต้องเตรียมตัวรับผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งจากการค้าการลงทุนในประเทศนี้ และผลกระทบที่ชาติอาจเข้าสู่ภาวะไม่สงบเอาไว้ การตอบโต้ด้วยวาจาแบบเด็ก ๆ เช่น จะสร้างบ้านให้ผู้มีส่วนกับการปลุกกระแสความไม่สงบในพนมเปญเมื่อ 6 ปีก่อน (หมายถึง สมรังสี) นั้นไม่ควรเอ่ย ขณะที่การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อรองรับศึกทางตะวันออกควรตรวจสอบให้ดี อย่าให้ใครใช้เป็นข้ออ้างหาประโยชน์เกินจำเป็นได้
ลงท้าย ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ขอให้เลือกดำเนินการในทางที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประเทศชาติและคนไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่มก้อนใด ๆ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
